พรานลำพังแห่งพงไพรหัวใจ

2-short storyJuly 13, 2008 2:14 pm

ผมเห็นเธอทุกวัน…

เวลา 07.00 น. เธอยืนพิงกำแพงหน้าโรงพิมพ์ แขนซ้ายเหยียดตรงถือกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบย่อมไว้ด้านหน้า แกว่งไปมาระหัวเข่ายามที่เธอขยับตัว แขนอีกข้างเหยียดตรงพลางเคาะนิ้วเบาๆ บนกำแพง

วัย 32 ปี ไม่ได้ลบเลือนความงดงามในวงหน้าของเธอแม้แต่น้อย มีเพียงนัยน์ตาเหม่อลอยที่ทำให้หญิงสาวดูหม่นหมอง นิ่งเงียบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมจำได้ดีถึงความร่าเริงที่เต้นระริกอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้น

ผมเดินมาถึงหน้าโรงพิมพ์ ใช้กุญแจเคาะเบาๆ บนประตูเหล็กเพื่อให้เธอรู้สึกตัว หญิงสาวตกใจเล็กน้อย ผละจากกำแพงที่พิงอยู่แล้วหันตัวมาทางผม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏให้เห็น แต่ไม่มีแม้เสี้ยววินาทีที่สายตาของเธอจะทอดรอยยิ้มนั้นมายังชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า…เจ้าของโรงพิมพ์ที่กำลังเปิดประตูให้เธอเข้าไปทำงาน

หญิงสาวก้มตัวก้าวเข้าไปข้างในโรงพิมพ์ทันทีที่ประตูเหล็กถูกยกเลื่อนขึ้นถึงระดับหน้าอก กลิ่นที่เคยคุ้นกรุ่นหอมสู่สัมผัสยามที่เธอเดินผ่าน ผมจัดการกับประตูตามลำพัง ส่วนเธอตรงไปเปิดสวิตช์ไฟที่อยู่ด้านหลังโต๊ะทำงาน วางกระเป๋าบนเก้าอี้ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านใน

ประมาณ 2 นาทีต่อมาเสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้น รอสักพักเธอจึงเดินออกมานั่งที่โต๊ะทำงานซึ่งอยู่ถัดจากโต๊ะของผมห่างกันไม่เกิน 2 ฟุต พลิกแฟ้มเอกสาร สมุดบัญชี และสมุดบันทึกประจำวัน เพื่อตรวจตราและตระเตรียมงาน จากนั้นจึงเดินเข้าไปด้านในอีกครั้งหนึ่งและกลับออกมาพร้อมกาแฟ 2 ถ้วย…ของเธอและของผม

นี่คือกิจวัตรประจำยามเช้าในทุกวันทำงานของผมกับเธอ ทุกอากัปกิริยาเกิดขึ้นราวกับเป็นอัตโนมัติ อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปบ้างโดยเฉพาะช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งมีเรื่องวุ่นวายหลายอย่างเกิดขึ้นทั้งในโรงพิมพ์และชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน

6 ปีแล้วที่หญิงสาวเข้ามาทำงานที่โรงพิมพ์แห่งนี้ในตำแหน่งผู้ช่วยของผม เธอมีทั้งความรู้ เฉลียวฉลาด คล่องแคล่ว และรู้จักเจรจาพาที คุณสมบัติบางอย่างของเธอช่วยทดแทนข้อบกพร่องของผมได้เป็นอย่างดี และคงน่าเสียดายถ้าผมต้องสูญเสียผู้ช่วยคนนี้ไป หากผมตัดสินใจทำอะไรบางอย่างตามความรู้สึกของตนเอง

 

ผมเพิ่งหย่ากับภรรยาเมื่อปีกลาย นี่คือเรื่องวุ่นวายในชีวิตส่วนตัวที่ผมเอ่ยถึง

ผู้หญิงที่ผมเคยรักและแต่งงานด้วยชื่อดาริกา เรารู้จักกันขณะเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ผมอยู่ในฐานะรุ่นพี่ ส่วนเธอเป็นรุ่นน้องถัดลงไป 2 ปี ชีวิตรักนักศึกษาที่ใครต่อใครมักจะปรามาสว่ายากที่จะอยู่ยั้งยืนยงถึงขั้นแต่งงานแต่งการ ผมกับดาริกาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคู่ของเราเป็นข้อยกเว้น

เราแต่งงานกันหลังจากดาริกาเรียนจบ 4 ปี และหลังจากที่ผมหันหลังให้งานประจำที่ผมรักเพื่อมารับช่วงดูแลโรงพิมพ์ต่อจากพ่อ แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่ในฐานะลูกชายคนโตและด้วยคำขอร้องของแม่ เรื่องที่คิดว่าเป็นภาระจึงเหลือเพียงคำว่าหน้าที่

กิจการโรงพิมพ์เดินหน้าไปด้วยดี ฐานะการเงินไม่เคยติดขัด พร้อมๆ กับชีวิตรักน่ารื่นรมย์กับดาริกาที่ดำเนินไปทุกเมื่อเชื่อวัน จนบางครั้งคราวผมแอบคิดว่าชีวิตช่างราบเรียบยิ่งนัก

โรงพิมพ์ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านยิ่งทำให้โลกของผมแคบลงทุกขณะ แต่ละวันผ่านพ้นเหมือนการเดินควงคู่ไปกับใครบางคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพของแท่นพิมพ์ที่หมุนวนส่งกระดาษรูปร่างหน้าตาเดียวกันออกมากองสุมทับซ้อนอยู่ในความคิดเกินกว่าจะหลุดพ้น

กระทั่งวันหนึ่งผมมีโอกาสเถลไถลไปไกลจากบ้าน โซซัดโซเซโผเข้าหาวงสนทนาอันเปี่ยมชีวิตชีวาของเพื่อนร่วมรุ่นกว่า 10 คน ได้รับฟังเรื่องราวชีวิตของเพื่อนที่ล้วนมีรสชาติสีสันจนผมนึกอยากลิ้มลองดูบ้าง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยา

หลังจากวันนั้น ชีวิตของผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

ผมเห็นเธอทุกวัน…

เวลา 07.00 น. เธอยืนพิงกำแพงหน้าโรงพิมพ์ แขนซ้ายเหยียดตรงถือกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบย่อมไว้ด้านหน้า แกว่งไปมาระหัวเข่ายามที่เธอขยับตัว แขนอีกข้างเหยียดตรงพลางเคาะนิ้วเบาๆ บนกำแพง

ผมเดินมาถึงหน้าโรงพิมพ์ ใช้กุญแจเคาะเบาๆ บนประตูเหล็กเพื่อให้เธอรู้สึกตัว ก่อนจะรีบไขกุญแจแล้วเลื่อนประตูขึ้นให้เธอก้มตัวก้าวเข้าไปข้างใน หญิงสาวตรงไปเปิดสวิตช์ไฟที่อยู่ด้านหลังโต๊ะทำงาน วางกระเป๋าบนเก้าอี้ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านใน

กว่าลูกจ้างคนอื่นๆ จะทยอยมาถึงก็ราวๆ 08.00 น. ผมกับเธอจึงต้องอยู่กันตามลำพังเกือบ 1 ชั่วโมง บ่อยครั้งที่ผมทำลายความเงียบโดยส่งบทสนทนาไปให้ แต่การตอบรับด้วยคำไม่กี่คำราวกับไม่ใส่ใจทำให้บทสนทนานั้นหมดอายุขัยโดยปริยาย

หมางเมิน..ใช่…อาการหมางเมินของหญิงสาวเริ่มต้นเมื่อประมาณ 1 ปีก่อน พร้อมๆ กับที่ผมเปลี่ยนสถานภาพจากคนมีครอบครัวมาเป็นพ่อหม้าย ระหว่างเราเหมือนมีกำแพงแก้วขวางกั้นอยู่ตลอดเวลา ความอึดอัดก่อตัวขึ้นท่วมท้นจนทำให้เราปฏิบัติต่อกันราวกับคนแปลกหน้า

อะไรทำให้เป็นเช่นนี้ อาจเพราะเธอคิดว่าผมไม่ใช่คนที่ “ปลอดภัย” สำหรับเธอแล้วก็ได้ ชีวิตคู่ที่ล้มเหลวด้วยข้อกล่าวหาว่านอกใจภรรยา กับ 1 ปีที่เป็นพ่อหม้ายลอยไปลอยมา ในสายตาของหญิงสาวอาจหมายถึงอันตรายที่ควรระมัดระวังตัว

น่าเศร้าที่หญิงสาวผู้ไม่ไว้ใจในตัวผมคนนี้ คือคนที่ทำให้ผมคิดถึงการเริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่

และผมรู้ตัวว่ารักเธอมากจริงๆ

 

รอยแตกร้าวระหว่างผมกับดาริกาค่อยๆ เผยให้เห็นหลังจากที่ผมไปร่วมวงสนทนากับเพื่อนเก่าในคราวนั้น

โลกที่เคยมีแค่บ้านกับโรงพิมพ์ถูกผมแต่งเติมด้วยสถานที่แปลกใหม่ไม่เว้นวัน ผมเข้าไปคลุกคลีตีสนิทกับสีสันของชีวิตที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เฉกเช่นผีเสื้อที่คลี่ปีกบินสู่โลกกว้าง ระเริงเล่นดอกไม้งามไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยโดยไม่เคยหวนกลับเข้าไปอยู่ในรังที่ห่อหุ้มร้อยรัดตนเองอีก

กระนั้น ธรรมชาติของผีเสื้อช่างบอบบางและอายุสั้นยิ่งนัก

แม้ช่วงแรกดาริกาจะวางเฉยกับความเปลี่ยนแปลงของผม แต่นานวันระดับความอดทนคงถึงขีดจำกัด เราเริ่มมีปากเสียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง แม้แต่ขณะนั่งดูข่าวโทรทัศน์เรื่องการบ้านการเมือง บางครั้งเมื่อการถกเถียงเริ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ เสียงของคนในข่าวที่พูดจาพาดพิงกันจะถูกเร่งให้ดังขึ้นเพื่อกลบเสียงทะเลาะเบาะแว้งไม่ให้คนอื่นในบ้านได้ยิน

จนวันหนึ่งสิ่งที่ผมหวาดหวั่นก็เกิดขึ้น หลังจากอดทนกับพฤติกรรมของผมมาเนิ่นนาน เฝ้ามองอดีตรุ่นพี่ที่เคยรักและเอาใจใส่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ดาริกาได้เอ่ยถามผมว่ากำลังนอกใจเธอหรือเปล่า

ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่คำถามที่ต้องการคำตอบ แต่เธอกำลังมั่นใจ ถึงจะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนความคิดเธอได้

1 เดือนจากนั้น ผมกับดาริกาหย่าร้างกันอย่างเป็นทางการ

 

เช้าวันนี้แตกต่างจากวันอื่น…

ตลอดหลายวันที่ผ่านมาผมเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องของผมกับเธอ ผมเบื่อความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นท่วมท้นระหว่างเรา เบื่อกำแพงแก้วที่ขวางกั้นไม่ให้ผมกล้าทำตามความรู้สึกของตนเอง และเบื่อที่มัวแต่กังวลว่าอาจต้องสูญเสียเธอไปจริงๆ

1 ปีแห่งชีวิตล่องลอยทำให้ผมรู้แล้วว่าโลกคับแคบซ้ำซากที่ผมเคยวิ่งหนีมันไปนั้นช่างว่างเปล่าเบาหวิวยิ่งนักเมื่อขาดอะไรบางอย่าง ทุกเหตุผลผลักดันให้ผมตัดสินใจได้ในที่สุดว่าจะเปิดโอกาสให้ตนเองได้เริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่เสียที

เวลา 07.00 น. ผมเห็นดาริกายืนอยู่หน้าโรงพิมพ์

 

ศราทร
ดิฉัน, มิถุนายน 2551

2-short storyMarch 7, 2008 7:01 pm

บ่ายเดือนตุลาคมเมฆครึ้มตั้งเค้าพาดขึงผืนฟ้า บางครายินเสียงฟ้าคำรามอยู่ไกลๆ พ้นจากเมฆทะมึนลงมามองเห็นไม้ใหญ่ยืนนิ่งไร้แรงลมโบกพัด บรรดานกกระจอกและนกพิราบที่เคยโฉบเฉี่ยวตามหลังคาบ้านหรือสายไฟหลบหายไปนานแล้ว เหลือเพียงนางแอ่น 2-3 ตัว บินร่อนบนฟ้าสูงลิบ พวกมันแทบจะกลืนหายไปในผืนเมฆทึบทึมอันเป็นฉากหลังจนต้องสังเกตดีๆ ถึงมองเห็น

บรรยากาศแบบนี้เป็นใครก็ต้องคิดว่าฝนตกแน่ๆ รอแค่เมื่อไรเท่านั้น

ฟ้าร้องครืนๆ อีกครั้งตอนที่โอ๊ตเลื่อนประตูกระจกสีเทาเข้มก้าวออกจากตัวบ้าน ใช้แรงเด็ก 6 ขวบ เตะลูกฟุตบอลหนังที่พ่อซื้อให้ในวันปิดภาคเรียนที่ 1 กลิ้งชนประตูรั้วเสียงดังแคร๊ง! ก่อนที่มันจะกระดอนตุบๆ ลงนอนสงบนิ่งระหว่างขาล้อเลื่อนของโต๊ะปิงปองซึ่งพับเก็บเรียบร้อยตั้งวางอยู่ชิดกำแพงด้านซ้าย เฮอะ! บอลเอย ปิงปองเอย จะให้เล่นกับใครล่ะ โอ๊ตตัดพ้อในใจ ทิ้งตัวลงบนม้านั่งใกล้กับประตูรั้ว

ช่วงเวลาปิดเทอมคือความเงียบเหงาน่าเบื่อสำหรับลูกคนเดียวอย่างโอ๊ต พ่อออกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนแม่แม้ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเพื่อนเล่นให้ลูกชายได้ ยิ่งช่วงบ่ายคือเวลานอนหลับพักผ่อนหลังเสร็จจากงานบ้าน ต้องรอจนแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างทางหลังบ้านนั่นล่ะ แม่จึงจะลุกมาเก็บผ้าที่ตากไว้และเตรียมตัวหุงหาอาหาร หรือบางวันแม่อาจพาโอ๊ตออกไปเดินเที่ยวที่ตลาดนัดบริวเณปากทางเข้าหมู่บ้าน โชคดีได้ของเล่นหรือหนังสือการ์ตูนติดไม้ติดมือ จากนั้นอีกไม่นานเกินรอพ่อจึงกลับมา

แต่กว่าจะถึงเวลานั้น โอ๊ตต้องผ่านยามบ่ายอันน่าเบื่อไปให้ได้เสียก่อน

เสียงพูดคุยเอะอะของกลุ่มเด็กผู้ชายสะกิดให้โอ๊ตตื่นจากภวังค์ ที่มาของเสียงอยู่ด้านในซอยลึกจากบ้านโอ๊ตเข้าไป ไม่ต้องเห็นก็รู้ว่าเป็นลูกหลานคนในหมู่บ้านซึ่งจับกลุ่มคบหากันมานาน ทั้งหมดอายุมากกว่าโอ๊ตตั้งแต่ 3-5 ปี ครอบครัวโอ๊ตเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เพียง 5 เดือน เด็กใหม่อ่อนวัยกว่าจึงไม่เคยกล้าเข้าไปสุงสิงตีสนิท

เสียงเอะอะใกล้เข้ามา-ใกล้เข้ามากระทั่งผ่านหน้าบ้านไป ชั่วเวลาสั้นๆ นั้นโอ๊ตชะเง้อมองกลุ่มเด็กรุ่นพี่ผ่านซี่รั้วเหล็ก เห็นสมาชิก 5 คน เดินเรียงหน้ากระดาน คนสูงที่สุดและน่าจะอายุมากที่สุดอยู่ตรงกลาง ในมือของเขามีปืนกลอย่างที่เคยเห็นในหนังแต่ขนาดย่อมกว่า อีก 2 คนขนาบข้างถือปืนสั้น ส่วน 2 คนริมสุดหิ้วกระป๋องสีใบเล็กแกว่งไปมา มืออีกข้างถือสวิงขนาดใหญ่ที่มีด้ามไม้ยาวเป็นวา พวกเขาพูดคุยในเรื่องที่โอ๊ตจับใจความไม่ได้ เห็นรอยยิ้มกว้างแต้มเสียงหัวเราะ

“ไปไหนกัน” โอ๊ตทะลึ่งพรวดเกาะรั้วตะโกนถามกลุ่มเด็กซึ่งเดินผ่านบ้านไปแล้ว 2 หลัง เสียงหัวเราะพูดคุยสะดุดช่วงลงทันควัน พวกเขาหันมาตามเสียง มองหน้าโอ๊ตด้วยความแปลกใจ ก่อนที่คนโตสุดจะพูดออกมา

“ข้างโรงเรียน”

“ไปด้วยนะ”

เด็กคนนั้นพยักหน้าแทนคำตอบ แล้วทุกคนก็หันกลับไปคุยกันต่อโดยไม่ได้ใส่ใจว่าโอ๊ตจะตามมาหรือเปล่า พวกเขาเดินตรงไปทางหน้าปากซอย โอ๊ตรู้ว่า “ข้างโรงเรียน” ที่กลุ่มเด็กจะไปนั้นอยู่ที่ไหน แต่จะตามออกไปทันทีไม่ได้เพราะต้องขออนุญาตแม่เสียก่อน ถ้าแม่ไม่ให้ออกไปล่ะ โอ๊ตยืนลังเลอยู่นาน

ขณะตัดสินใจเปิดประตูกระจกเข้าบ้าน เสียงหัวเราะของกลุ่มเด็กดังแว่วมา รั้งและเรียกให้โอ๊ตหันหลังกลับแล้วเดินตามออกไป โอ๊ตให้เหตุผลตัวเองว่าถ้ากลับถึงบ้านก่อนแม่ตื่นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เขาไม่อยากนั่งเบื่ออยู่กับบ้าน เขาอยากสนุก อยากยิงปืน

ส่วนจะยิงอะไรนั้น…โอ๊ตยังไม่รู้

 

เสียงฟ้าครืนครั่นเหมือนดังไล่หลังมาติดๆ โอ๊ตแหงนมองเมฆฝนที่แผ่คลุมเบื้องบนแล้วเร่งสาวเท้ายิ่งขึ้น เดินตรงจากบ้านโอ๊ตไปหน้าปากซอยเพียง 200 เมตร จะเจอถนนสายหลัก เลี้ยวซ้ายไปไม่เกิน 500 เมตร เป็นโรงเรียนมัธยมชั้นดีในย่านชานเมืองแถบนี้ ก่อนจะถึงโรงเรียนมีป้ายรถเมล์ซึ่งมีพื้นที่กว้างกว่าปกติสำหรับรองรับนักเรียนตอนโรงเรียนเลิก แต่เวลาบ่ายของวันธรรมดาช่วงปิดเทอมเช่นนี้ป้ายรถเมล์คือสถานที่ร้างไร้ชีวิต

“ข้างโรงเรียน” ที่เป็นจุดหมายของเด็กๆ คือพื้นที่รกร้างกว้างใหญ่ด้านหลังป้ายรถเมล์ มองจากด้านหน้าเห็นหญ้าขึ้นสูงเขียวพรืดตั้งแต่ฝั่งขวามือติดกำแพงโรงเรียน เลยป้ายรถเมล์มาทางด้านซ้ายจรดคลองเล็กๆ ที่ทอดขนานหมู่บ้านและหลังบ้านของโอ๊ต ก่อนถึงคลองมีทางเดินกว้าง 3 ฟุต ตรงเข้าไปสู่ลานดินที่ถูกไถราบขนาดกว้างยาวพอกับสนามบาสเกตบอล พื้นดินยังคงสีเข้มจากฝนตกก่อนหน้านี้ มีแอ่งน้ำกระจายอยู่ประปราย สองฝั่งตามความยาวมีโครงไม้ประกอบเป็นประตูฟุตบอลเล็กๆ วางเค้เก้อยู่ฝั่งละอัน ลึกไปด้านหลังเป็นป่าอ้อครอบคลุมพื้นที่น้ำขัง

ตรงทางเดินริมคลองโอ๊ตเห็นเด็ก 2 คน ถือสวิงสอดส่ายสายตาไปตามพงหญ้า อีกคนหนึ่งก้มๆ เงยๆ อยู่ใกล้กัน กระป๋องสี 2 ใบ วางอยู่ข้างทางเดิน ส่วนเด็กที่อายุมากสุดกับเพื่อนอีกคนอยู่บริเวณสนาม กำลังลากประตูฟุตบอลมาวางซ้อนกันแล้วเอาแผ่นไม้กระดานวางกั้นไว้ด้านหลัง

ก่อนที่โอ๊ตจะตัดสินใจเดินไปทางไหน หนึ่งในเด็กที่ถือสวิงเอ่ยเรียกโอ๊ตเบาๆ เหมือนกลัวใครได้ยิน

“เฮ้ย มึงน่ะ” โอ๊ตหันมองตามเสียง ไม่คุ้นเคยกับสรรพนามที่ถูกเรียกนัก

“มาช่วยกันหาหน่อย”

“หาอะไรล่ะ”

“ตั๊กแตน แมลงปอ หรือแมลงอะไรก็ได้ที่ตัวใหญ่ๆ”

โอ๊ตพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยมั่นใจ เขาไม่เคยจับแมลงเองมาก่อน พวกมันมีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์เหมือนแมลงสาบที่โอ๊ตเคยเจอในห้องครัว เขาเคยคิดกระทั่งว่าโลกไม่จำเป็นต้องมีสัตว์จำพวกนี้ ควรมีกองทัพปราบเดรัจฉานน่ารังเกียจให้หมดสิ้น แต่สถานการณ์ขณะนี้เขาไม่ควรปฏิเสธ ไม่อย่างนั้นเขาอาจถูกไล่ไม่ให้ร่วมกลุ่มไปตลอด

ขณะโอ๊ตกำลังหันรีหันขวางว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เด็กคนที่ไม่มีสวิงเดินมาเปิดกระป๋องสีที่วางอยู่ใกล้เท้าโอ๊ตแล้วรีบโยนตั๊กแตนสีน้ำตาลลงไป ชั่ววินาทีนั้นเองโอ๊ตเห็นแมลงถูกขังอยู่ในกล่อง 5-6 ตัว เขาพอจะเดาได้แล้วว่าเด็กกลุ่มนี้เล่นอะไรกัน เขาเริ่มรู้สึกอยากมีส่วนร่วม

แต่โอ๊ตต้องช่วยหาเหยื่อให้ได้เยอะๆ เสียก่อน

 

“ได้เยอะรึยังวะ” เสียงพี่ใหญ่ตะโกนมาจากสนาม “ได้แค่ไหนเอามาก่อนก็ได้ เดี๋ยวฝนตก”

โอ๊ตและกลุ่มหาเหยื่อ 3 คน คือ อาร์ม วิน และนัท คว้ากระป๋องสีเดินไปหาเจ้าของเสียง ระหว่างเดินก็แง้มฝาดูสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่ต่างกำลังตะเกียกตะกายหาทางออก สีหน้าของเด็กแต่ละคนดูตื่นเต้นเริงร่า โดยเฉพาะโอ๊ตผู้ยังใหม่ในเรื่องนี้

 มาถึงสนามแล้วทุกคนเหมือนรู้หน้าที่ อาร์มล้วงม้วนเชือกป่านออกจากกระเป๋ากางเกง ส่วนวินหยิบคัตเตอร์ในกระเป๋าเสื้อโปโลโยนลงบนพื้นข้างกระป๋องสี ทั้งห้าคนผลัดกันตัดเชือกยาวราว 1 ฟุต ล้วงจับแมลงในกระป๋องทั้งตั๊กแตนที่ถูกหักขา แมลงปอถูกเด็ดปีก รวมกันได้ 18 ตัว แถมด้วยด้วงอีก 1 ตัว ที่นัทเล่าว่าบินหลงเข้าไปในบ้านเมื่อคืนก่อน พวกมันถูกคล้องด้วยห่วงเชือก ดึงให้แน่นพอให้ไม่หลุดหนี ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยที่โอ๊ตได้แต่นั่งมอง

แมลงทั้ง 19 ตัว ถูกนำไปผูกห้อยไว้กับคานประตูอันที่วางซ้อนอยู่ด้านบน เรียงกันสูงบ้างต่ำบ้าง ขาแมลงที่กวัดไกวดิ้นรนกลางอากาศทำให้เชือกส่ายไหว ตัวที่มีแรงมากอย่างตั๊กแตนเชือกก็ไหวแรงตามไปด้วย บางตัวหมุนควงสว่านไม่ได้หยุด ส่วนเชือกของแมลงปอดูสงบนิ่งกว่า เห็นเพียงปลายหางของมันที่ม้วนงอเข้าออก

เด็กอายุมากสุดถือปืนเดินส่ายอาดๆ หยุดยืนห่างจากเป้าหมายไม่เกิน 10 เมตร

“คนละห้านัดเหมือนเดิมนะเว้ย” เขาประกาศเสียงดัง

“แม่นไม่กลัว กลัวช้าว่ะไอ้ชัย” บิ๊กตะโกนแซว เด็กที่เหลือหัวเราะร่วน ชัยหันกระบอกปืนทำท่าเล็งมาทางพวกเขาจนวงแตก

“มึงคนสุดท้ายนะ” ชัยบอกสมาชิกใหม่ โอ๊ตพยักหน้ารับ

ปืนของชัยเป็นปืนกลสั้น ขนาดไม่ใหญ่เกินไปสำหรับเด็ก โอ๊ตเห็นแล้วทั้งอยากได้และอยากลองยิง เขาไม่รู้จักของเล่นเหมือนจริงพวกนี้ พ่อกับแม่ซื้อให้แต่ปืนพลาสติกที่ส่งเสียงและมีไฟกะพริบเวลาเหนี่ยวไก ไม่มีลูกกระสุนพุ่งออกมาเหมือนปืนจริง โอ๊ตจึงไม่เคยต้องหาเหยื่อไว้เป็นเป้า

“ปัง!” เสียงดังจนโอ๊ตสะดุ้ง ไม่ใช่เสียงปืน แต่เป็นเสียงเม็ดกระสุนพลาสติกสีเหลืองกระทบแผ่นไม้กระดาน นัดแรกของชัยไม่เข้าเป้า เพื่อนๆ โห่ฮากันพอหอมปากหอมคอ ชัยทำหน้าไม่ยี่หระ ยกปืนขึ้นเล็งอีกครั้ง

หลังสิ้นเสียงลั่นไกดัง “ปุ้ง” เชือกห้อยตั๊กแตนเส้นหนึ่งสะบัดไปทางด้านหลังส่งสัญญาณให้รู้ว่าเข้าเป้า เหยื่อสีน้ำตาลตัวขาดสองท่อนหลุดหล่นลงบนพื้น ชัยหันมายักคิ้วให้พรรคพวก ยกปากกระบอกปืนขึ้นเป่าราวกับเพิ่งเสร็จจากการดวล

โอ๊ตตะลึงกับภาพที่เห็น เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าหากยิงโดนแล้วจะเป็นอย่างไร อานุภาพของปืนรุนแรงเหลือเกิน ส่วนชัยยิงได้แม่นมาก โอ๊ตตื่นเต้นเมื่อคิดว่าอีกไม่นานจะได้ยิงบ้าง แต่ใจก็หวั่นว่ามือสมัครเล่นอย่างเขาจะยิงไม่ถูกเป้าหมาย

3 นัดที่เหลือของชัยสังหารเหยื่อไปอีก 2 ตัว เป็นตั๊กแตนและด้วงโชคร้าย ตัวหลังนี้กระสุนทะลุลำตัวโดยยังห้อยค้างอยู่กับเชือก ก่อนที่บิ๊กจะยิงเป็นคนต่อไป อาร์ม วิน และนัทเก็บซากแมลงทั้ง 3 ตัว มากองรวมกัน เผาด้วยน้ำมันไฟแช็กและไม้ขีดไฟที่เตรียมมา ไฟลุกพรึ่บตามด้วยเสียงเฮของเด็กๆ โอ๊ตได้ยินพวกเขาคุยกันว่าต้องรีบเผาก่อนฝนตก

ลานสังหารแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ฌาปนกิจไปในตัว

 

โอ๊ตแหงนหน้ามองฟ้าอีกครั้ง เมฆฝนขึงพืดเหมือนอยู่เหนือศีรษะไม่ไกล ดูหนักอึ้งราวกับพร้อมจะถล่มลงมาเมื่อไรก็ได้ สมาชิก 4 คนต่อมายิงโดนเป้าหมายรวมกันเพียง 6 ตัว บางตัวร่างขาดกระเด็นไปคนละทาง บ้างชิ้นส่วนหลุดไปโดยส่วนที่เหลือยังติดคาอยู่กับเชือก แขนขากระดิกถี่อยู่พักหนึ่งก่อนจะสงบนิ่ง อาร์ม วิน และนัทรวบรวมพวกมันไปเผาเช่นเดิม 

บิ๊กส่งปืนสั้นให้โอ๊ต เป็นปืนสีดำเหมือนของจริง ทำด้วยโลหะทั้งกระบอกและหนักกว่าที่โอ๊ตคิดไว้มาก บิ๊กสอนวิธีจับปืนให้โอ๊ต รวมทั้งวิธีเหนี่ยวไกและการเล็งเป้าหมาย ก่อนตบท้ายว่า “ยิงไปเลย เดี๋ยวก็ชิน” คำพูดของบิ๊กทำให้โอ๊ตรู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเด็กในหมู่บ้าน ต่อไปเขาจะมีเพื่อนเล่น ไม่ต้องนั่งเหงาเบื่อหน่ายอยู่กับบ้านอีกแล้ว

โอ๊ตใช้สองมือประคองปืนขึ้นเล็งเป้าหมาย พวกมันเหลืออยู่ 10 ตัว โอ๊ตเลือกกลุ่มที่อยู่ใกล้กัน 3-4 ตัว เผื่อจะยิงโดนไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่ง เขากลั้นหายใจให้มือนิ่งและเหนี่ยวไกทันที เชือกเส้นหนึ่งสะบัดส่งสัญญาณ เด็กๆ โห่ร้องกันดังลั่น โอ๊ตยิ้มกว้างแล้วรีบวิ่งไปสำรวจเป้าหมาย ทำได้แล้ว…โอ๊ตลิงโลดในใจ แต่ก่อนที่เขาจะวิ่งไปถึง…

“โอ๊ต!!!” 

โอ๊ตหยุดวิ่งทันที หันมองเห็นแม่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างสนาม กลุ่มเด็กมองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วรีบเก็บข้าวของวิ่งออกไปตามทางดินริมคลองซึ่งหญิงวัยกลางคนเพิ่งเดินผ่านมา โอ๊ตยืนนิ่งก้มหน้าหลบแม่ มือขวายังกำด้ามปืนสีดำแน่น

“ทำไมหนีแม่ออกมาอย่างนี้” แม่พูดพลางคว้าข้อมือโอ๊ตลากเดินออกไป โอ๊ตยังนิ่งเงียบ รีบก้าวตามแม่ หน้าซีดเผือดด้วยกลัวความผิด

“เห็นมั้ยว่าฝนจะตก แล้วเล่นปืนผาหน้าไม้ได้ยังไง แม่เห็นนะว่าโอ๊ตยิงแมลง รู้มั้ยว่ามันบาปกรรม”

“โอ๊ตยิงตัวเดียวเองฮะ”

เสียงโอ๊ตตอบแม่แว่วเบายังลานดิน พร้อมกับสายฝนหนาเม็ดตกโครมลงมาราวกับอัดอั้นมานาน ฟ้าร้องครืนครั่นต่อเนื่อง บรรยากาศมืดครึ้มห่มคลุมทั่วบริเวณ ทุ่งหญ้าไหวระเนนตามแรงห่าฝน ต้นอ้อก็โผซบกันไปมา พื้นน้ำค่อยๆ เจิ่งนองยังลานกว้าง

ร่างของเหยื่อหลุดร่วงจากเชือก ไหลตามน้ำไปสมทบกับซากที่ถูกเผา

ก่อนจะลับหายไปในความรกร้าง…

 

ศราทร
มีนาคม, 2551

2-short storySeptember 17, 2006 10:04 am

ปัง!!

คลิก…

เสียงปิดประตูกระแทกดัง ตามด้วยเสียงกดล็อค สัญญาณชีวิตเดิมๆ ที่สมใจ ภรรยาของผมย้ำให้รู้ว่า ห้องที่ถูกปิดกั้นซึ่งผมกำลังนั่งจับเจ่าอยู่นี้คืออาณาเขตของผม ส่วนพื้นที่กว้างไกลไร้ขอบเขตหลังประตูบานนั้น คือโลกของใครต่อใครซึ่งผมไม่สามารถล่วงล้ำเข้าไป จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควรที่ผมและภรรยาได้ทำสัญญาตกลงกันไว้ตั้งแต่ 8 เดือนที่แล้ว

ครับ…ผมถูกภรรยาขังไว้ในห้องนานกว่า 8 เดือนแล้ว

นับแต่ผมทิ้งอนาคตสดใสในอาชีพการงานที่ให้เงินเดือนเฉียด 4 หมื่น สลัดเสื้อเชิร์ตรีดเรียบ เนคไทสไตล์หรู กางเกงสแล็ค รองเท้าหนังมันวับ ถอยหนีถนนสายธุรกิจแห่งกรุงเทพฯมานั่งทำงานที่ผมรักและใฝ่ฝันตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยม อยู่ในบ้านหลังน้อยซึ่งยังไม่พ้นภาระผ่อนจ่าย

ผมจะเป็นนักเขียน…ความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่ดังก้องอยู่ในใจ และดังพอให้ภรรยาของผมที่ได้ยินถึงกับโกรธจนตัวสั่น เธอโวยวายคล้ายบ้าคลั่ง ถามผมด้วยเสียงดังลั่นว่าผมบ้าไปหรือเปล่า ส่วนผมพยายามสู้สายตาเธอ รอคอยจังหวะอธิบายความหมายของคำว่า “ความฝัน” ให้เธอฟัง

ซึ่งผมหวังว่าจะทำให้เธอเข้าใจ

 

“คุณบ้าไปแล้วเรอะ?” ประโยคแรกในวันที่เธอได้รู้ว่าผมตัดสินใจทำอะไรลงไป

“เป็นนักเขียน เชอะ…คุณคิดว่าจะทำให้คุณอยู่รอดได้งั้นหรือ แล้วหน้าที่การงานกับเงินเดือนที่คุณสร้างมาเกือบ 10 ปีล่ะ คุณไม่นึกเสียดายบ้างรึไง” ผมยังนั่งเงียบฟังเธอว่าต่อไป

“ไหนจะบ้าน ไหนจะรถ ยังผ่อนไม่หมดทั้งนั้น คุณจะให้ฉันรับผิดชอบคนเดียวงั้นหรือ ตอนนี้ฉันต้องกลายเป็นคนหาเลี้ยงคุณแล้วสินะ ทั้งๆ ที่เงินเดือนของฉันยังไม่ถึงครึ่งที่คุณเคยได้เลย ถึงฉันไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับแวดวงที่คุณสุงสิง ฉันก็พอรู้ว่าอาชีพนักเขียนน่ะ มันจะหาเงินได้สักเท่าไหร่” สมใจพูดกระแทกกระทั้นเสียงดังโดยเฉพาะประโยคสุดท้าย ‘ความฝัน’ ที่ผมตั้งใจจะอธิบายให้เธอฟัง ถูก ‘ความจริง’ ตามความเข้าใจของเธอกลบกลืนจนยากจะเอื้อนเอ่ยออกมา

“สมใจ คุณฟังผมก่อนสิ” ผมอ้ำอึ้งบอกเธอ

“คุณมีเหตุผลดีๆ จะบอกฉันรึไง”

“ใช่…คุณเคยมีความฝันมั้ย ความฝันสวยงามที่คุณตามหามานานแสนนาน มันเรียกร้องคอยเตือนให้คุณไขว่คว้ามัน แล้วพอคุณมองเห็นหนทางพาคุณไปถึงฝันนั้น คุณจะไม่มัวรีรออยู่เลย เหมือนที่ผมตัดสินใจเป็นนักเขียนเต็มตัวนี่ไง มันคือความฝันของผม” ผมพยายามพูดเสียงหนักแน่นอันเต็มไปด้วยความตั้งใจ เพื่อให้สมใจสัมผัสได้ถึงความนึกคิดของผม

“ฉันก็พอรู้นะ ไอ้ความฝันของคุณเนี่ย คุณเคยพูดให้ฉันฟังตั้งแต่เมื่อเราเพิ่งรู้จักกัน แต่คุณไม่คิดถึงสภาพชีวิตของคุณตอนนี้หรือ คุณแต่งงานมีครอบครัวแล้ว เราตั้งใจจะมีลูกเมื่อหมดภาระเรื่องบ้านเรื่องรถ คุณทำแบบนี้เมื่อไหร่เราจะพร้อมมีลูกล่ะ ลูกคือความฝันของฉันนะ” เธอลดความก้าวร้าวลง แต่แทนที่ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำชื้นแล้วไหลรินเปื้อนสองแก้ม

ผมพูดอะไรไม่ออก ก้มหน้าลงมองพื้น ไม่กล้าแม้แต่จะมองเห็นน้ำตาสักหยดของเธอ ใช่…อย่าว่าแต่เธอเลย ลูกคือความฝันของผมด้วยเช่นกัน แต่ผมไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวอย่างที่เธอเข้าใจ ก่อนที่ผมจะตัดสินใจทิ้งความมั่นคงของชีวิต หันมามุ่งมั่นเดินตามเส้นทางแห่งความฝันนี้ ผมได้คิดอย่างรอบคอบแล้ว ทั้งเรื่องภาระค่าใช้จ่าย จุดหมายที่ผมจะไปให้ถึง รวมทั้งอนาคตของครอบครัว

“เรามีเงินเก็บอยู่พอสมควรนะสมใจ เงินเก็บที่เหลือจากภาระค่าบ้าน ค่ารถ ค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหลายแหล่ ผมว่าเรื่องพวกนี้ไม่น่าเป็นปัญหา อย่างน้อยก็ช่วงปีสองปีแรกนี้” ผมค่อยๆ อธิบายแผนของผมให้เธอฟัง เธอนั่งนิ่งเงียบเหมือนเปิดโอกาสให้โดยไม่ยอมมองหน้าผม แล้วยกมือขึ้นปาดน้ำตาพลางสะอื้น

“ส่วนเรื่องงานเขียน ตอนนี้นามปากกาของผมก็พอเป็นที่รู้จักแล้ว คนในแวดวงนักเขียนที่ผมได้รู้จักพูดคุยก็มีพอสมควร รวมทั้งบรรณาธิการอีก 2-3 คน ยิ่งตอนนี้ผมมีเวลาทุ่มเทกับมันมากขึ้น เรื่องสั้นที่เคยเขียนได้เดือนละเรื่อง หรือ 2 เดือนเรื่องนึง ก็จะกลายเป็นเดือนละไม่ต่ำกว่า 3-4 เรื่อง และผมก็มีพล็อตเขียนนวนิยายอยู่ในหัวแล้ว คงไม่นานหรอก ผมจะประสบความสำเร็จให้คุณดู” ผมยิ้มให้เธอ หวังว่าคำพูดที่เพิ่งจบไปจะทำให้เธอรู้สึกดีและเข้าใจผมมากขึ้น เธอเงยหน้ามองผม แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย

“สำเร็จ? มันเป็นยังไงหรือ ความสำเร็จของนักเขียนน่ะ”

 

นั่นแหละ จุดเริ่มต้นของการสนทนาในวันนั้นนำไปสู่จุดเริ่มต้นของการที่ผมต้องถูกขังอยู่ในห้องนี้มานานกว่า 8 เดือนแล้ว เธอย้อนถามถึงความสำเร็จของนักเขียน ตามด้วยคำถามที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนโดนต้อนเข้ามุม

“แล้วที่คุณว่าไม่นานน่ะ คุณบอกฉันได้มั้ยว่าเมื่อไหร่”

ใช่…ผมตอบเธอไม่ได้ ไม่เพียงเท่านั้น ผมเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความสำเร็จที่ผมต้องการและมากพอจะเผื่อแผ่ให้ครอบครัวคืออะไร มีเรื่องสั้นได้ตีพิมพ์ปีละไม่ต่ำกว่า 10 เรื่อง ได้รวมเล่มหรือพิมพ์ซ้ำปีละเล่มอย่างนั้นหรือ ถ้าสำหรับผมคนเดียวแค่นี้ก็ดีเยี่ยมแล้ว แต่มันจะพอหล่อเลี้ยงชีวิตภรรยาและลูกที่จะเกิดมาดูโลกในอนาคตได้อย่างไร

“ว่าไงล่ะ คุณนรินทร์” เธอถามซ้ำ แววตาและน้ำเสียงส่อแสดงการกลับมาเป็นผู้คุมการสนทนานี้อีกครั้ง และผมยังหาคำตอบดีๆ ให้เธอไม่ได้

“ผมอยากให้คุณให้โอกาสผมพิสูจน์ตัวเอง”

“แน่ล่ะ คุณลาออกจากงานมาแล้วนี่ ยังไงฉันก็ทำให้คุณกลับไปทำงานที่เก่าไม่ได้อีกแล้ว” แม้จะเป็นน้ำเสียงประชดประชัน แต่ก็ทำให้ผมยิ้มออก

“แต่โอกาสที่ฉันจะให้คุณคงไม่ได้มีมากนัก เพราะฉะนั้น ฉันต้องมีส่วนควบคุมโอกาสนั้น” ผมหุบยิ้มแทบจะทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้ของเธอ

“คุณหมายความว่าไง”

“เป็นไปไม่ได้หรอก ที่ฉันจะต้องรอคอยโดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คุณจะประสบความสำเร็จ ในเมื่อคุณอุตส่าห์ลาออกจากงานประจำมาเขียนหนังสือ คุณก็ต้องเขียนหนังสืออย่างเดียว ไม่ควรเสียเวลาไปทำอย่างอื่น และฉันคงสบายใจขึ้นที่รู้ว่าทุกเวลานาทีไม่สูญเปล่า” สมใจจ้องตาผมเขม็ง จนผมชักหวั่นกับความตั้งใจของเธอ

“คุณจะให้ผมทำยังไง”

“ฉันจะกักบริเวณคุณ”

“อะไรนะ”

“ฉันจะขังคุณไว้ในห้อง ห้ามออกไปไหนโดยเด็ดขาด”

 

จนถึงบัดนี้ ผมยังไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นเรื่องจริง สมใจร่างข้อตกลงร่วมกันระหว่างผมกับเธอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกฎที่ให้ผมปฏิบัติตามเสียมากกว่า เธอให้ผมอยู่แต่ในห้องนอน โดยเธอย้ายออกมาอยู่อีกห้องหนึ่ง ภายในห้องของผมจะสมบูรณ์พร้อมไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานเขียน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ พรินเตอร์ กระดาษ ดินสอ ปากกา และอื่นๆ ตามที่ผมได้แจ้งความจำนงต่อเธอ มีห้องน้ำภายในโดยไม่ต้องออกมาข้างนอก มีตู้เย็นตู้เล็กๆ บรรจุน้ำดื่มและเบียร์ กาต้มน้ำไฟฟ้า กาแฟ และบุหรี่ตุนไว้ หรือเพิ่มเติมได้เสมอเมื่อขาด โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์รายวันสำหรับเปิดหูเปิดตาเมื่อผมอ้างว่านักเขียนต้องมีโลกทัศน์และทันต่อเหตุการณ์ ส่วนหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารที่มีพื้นที่เกี่ยวกับวรรณกรรม เธอยอมรับภาระตามซื้อมาให้ ทันทีที่ผมอ้างว่าจะไม่ได้พบปะสังสรรค์กับใครๆ ในแวดวงนักเขียน

“ฉันว่าถ้าคุณอ่านทุกเล่ม ก็เหมือนคุณไปนั่งคุยกับพวกเขานั่นแหละ”

นี่แหละครับ เหตุผลของเธอ

ข้อตกลงต่อมา เธอจะเข้ามาในห้องของผมวันละ 2 ครั้ง คือ ตอนเช้าก่อนเธอไปทำงาน เพื่อนำอาหารกลางวันมาให้(ผมดื่มกาแฟเป็นอาหารเช้า) และตอนเย็นสำหรับอาหารเย็น รวมทั้งเก็บกวาดทำความสะอาดห้อง นำแก้วน้ำ แก้วกาแฟ จาน ชาม ไปล้าง และถามผมว่าขาดเหลืออะไรหรือไม่

ส่วนข้อตกลงที่สำคัญที่สุดคือ ผมจะต้องเขียนเรื่องสั้นเดือนละไม่ต่ำกว่า 4 เรื่อง มอบให้เธอส่งไปตามหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารที่ผมต้องการ เขียนนิยายที่ผมอ้างว่ามีพล็อตเตรียมไว้แล้ว โดยเธอกำหนดเวลาไว้ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน แต่นั่นไม่ได้หมายถึงผมจะเป็นอิสระทันทีที่เขียนเสร็จ

อิสรภาพของผมขึ้นอยู่กับความพอใจของเธอ

หมายถึงความสำเร็จในอาชีพนักเขียนที่เธอพอใจ

 

ชีวิตนักเขียนของผมจึงเริ่มต้นภายในห้องสี่เหลี่ยมนี้ เป็นอาณาบริเวณจำกัดซึ่งผมไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีทุกอย่างพร้อมสรรพสำหรับการดำรงชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม กว่าจะเข้าที่เข้าทางทั้งร่างกายและจิตใจ ผมก็ต้องใช้เวลาพอสมควร โดยเฉพาะสมาธิและอารมณ์สำหรับเขียนหนังสือที่วูบดับไปไหนเสียหมดในช่วงแรก จากคนที่เคยมีอิสระไม่ว่าจะทำอะไรก็ทำได้ตามใจ หรือจะทำงานเขียนได้ก็ต่อเมื่ออยากจะเขียน กลายเป็นคนที่ถูกบังคับให้นั่งเขียนหนังสืออยู่ตลอดเวลา ช่วง 2 เดือนแรก ผมจึงเขียนเรื่องสั้นไม่ได้ตามกำหนด รวมทั้งไม่ได้เริ่มเขียนนิยายเลยสักนิด และนั่นหมายถึงวันเวลาที่ผมจะได้รับอิสรภาพอาจเนิ่นนานห่างไกลออกไปอีก

จะว่าไปแล้ว ในช่วงแรกๆ นั้นผมมองไม่เห็นอิสรภาพเสียด้วยซ้ำ ความสำเร็จของนักเขียนที่สมใจพอใจคืออะไร เงินก้อนแรกที่ได้รับจากการพิมพ์นิยายอย่างนั้นหรือ เงินแค่ไม่กี่หมื่นบาทไม่ใช่ความสำเร็จที่เธอพอใจแน่นอน ผมนึกถึงนักเขียนไม่กี่คนซึ่งผมถือว่าประสบความสำเร็จในอาชีพนักเขียน พวกเขาเหล่านั้นหาเลี้ยงปากท้องตนเองและครอบครัว รวมทั้งมีที่ทางและเงินทองปลูกบ้านเป็นของตนเองด้วยรายได้จากงานเขียนเพียงอย่างเดียว แต่กว่าที่พวกเขาจะทำได้เช่นนั้น ต่างก็ใช้เวลาพิสูจน์ตนเองมากกว่าครึ่งชีวิตทั้งสิ้น และไม่ได้หมายความว่าความสำเร็จที่ว่านี้ ภรรยาของผมจะพอใจ

ดังนั้น ผมอาจต้องอยู่ในห้องนี้นานหลายปี หรือจนกว่าเธอจะทนรอคอยความฝันอันห่างไกลของเธอไม่ได้ และบอกแยกทางกับผมในที่สุด ซึ่งผมไม่ต้องการให้เกิดขึ้นทั้ง 2 กรณี

ล่วงเข้าเดือนที่สาม ชีวิตนักเขียนในห้องสี่เหลี่ยมนี้จึงเริ่มอยู่ตัว ผมตื่นนอนตั้งแต่ 6 โมงเช้า พร้อมๆ กับที่สมใจนำอาหารกลางวันมาให้ เสียงประตูปิดดังขึ้นตามด้วยเสียงกดล็อคเป็นเสมือนสัญญาณให้ผมเริ่มทำงาน ผมใช้เวลาตลอดช่วงกลางวันเขียนนิยาย ส่วนช่วงเวลาหลังอาหารเย็นและหลังดูข่าวทางโทรทัศน์จนถึงเที่ยงคืน ผมจะนั่งเขียนเรื่องสั้น ตารางเวลาที่เคร่งครัดนี้ทำให้งานเขียนของผมก้าวหน้าไปเกินกว่าที่ภรรยากำหนด

เรื่องสั้นหลายสิบเรื่องที่หลั่งไหลออกมาจากห้องสี่เหลี่ยมนี้ ไม่เคยมีสักเรื่องที่ถูกปฏิเสธ ทุกเรื่องได้ตีพิมพ์ในระยะเวลาต่อเนื่องกันและหลากหลายสนาม จนผมได้ตำแหน่งนักเขียนที่ขยันที่สุดปรากฏในคอลัมน์ข่าวคราวแวดวงวรรณกรรม และตบท้ายด้วยการแซวว่า เหตุที่ผมไม่ยอมออกมาสังสรรค์กับใครๆ เช่นที่เคย สงสัยจะมัวซุ่มเขียนงานมาสเตอร์พีซ

มันเป็นงานชิ้นเยี่ยมจริงหรือไม่ ผมคงไม่อาจบอกได้ แต่ที่แน่ๆ คือ ผมพอใจในผลงานการเขียนนิยายเรื่องแรกของผมมาก มันเสร็จสมบูรณ์เมื่อล่วงเข้าเดือนที่หก ผมส่งต้นฉบับให้สมใจ เธอรับมันแล้วพูดสั้นๆ ว่า “ขอฉันอ่านได้มั้ย”

“คุณคือคนแรกที่ผมอยากให้อ่าน” ผมหยอดคำหวานแต้มรอยยิ้มสดใสให้แก่เธอ

ผมตัดสินใจส่งนิยายเรื่องนี้ไปให้สำนักพิมพ์ที่ผมรู้จักกับบรรณาธิการ โดยให้สมใจเป็นคนนำไปให้ ส่วนผมเพียงโทรศัพท์ไปพูดคุยแนะนำผลงาน รวมทั้งฟังความคิดเห็นเบื้องต้นจากเขา หลังจากนั้นเพียง 2 สัปดาห์ สมใจได้นำข่าวดีมาบอกผมถึงในห้อง

นิยายเรื่อง ‘โลกที่ถูกลืม’ จะปรากฏเป็นพ็อคเกตบุ๊คในอีก 2 เดือนข้างหน้า

 

นั่นคือ เรื่องราวทั้งหมดนับแต่วันที่ผมตัดสินใจลาออกจากงานประจำ กลายเป็นนักเขียนผู้ถูกขังในห้องสี่เหลี่ยมตามข้อตกลงกับภรรยาเป็นเวลานานกว่า 8 เดือนแล้ว ถึงตรงนี้ ชีวิตที่ผ่านไปแต่ละวันไม่ใช่เรื่องทุกข์ร้อนมากมายนักสำหรับผม อาจเป็นเพราะความชาชิน หรือเพราะความสำเร็จที่ผมได้รับอย่างรวดเร็วเกินคาด อันเป็นผลโดยตรงจากการที่ผมถูกขังไว้ในห้องนี้ก็เป็นได้

แล้วความสำเร็จที่สมใจพอใจล่ะมาถึงหรือยัง ถึงผมจะเริ่มชินกับการอยู่ในบริเวณจำกัดนี้ แต่ในใจก็ยังเรียกร้องการโบยบินออกไปสู่โลกภายนอกซึ่งผมห่างเหินมานาน ทุกครั้งที่สมใจเข้ามาในห้อง ผมอยากให้เธอหันมาบอกให้ผมเดินตามเธอออกไป แต่เธอก็เพียงเข้ามาทำธุระเช่นที่เธอทำอยู่ทุกวัน เสร็จแล้วเดินผ่านกองหนังสือนิยายเรื่อง ‘โลกที่ถูกลืม’ ที่สำนักพิมพ์ส่งมาให้และวางเรียงซ้อนกันอยู่ตรงมุมห้อง โดยไม่เหลือบมองมันสักนิดจนพ้นอาณาเขตของผม ปิดประตูเสียงดัง แล้วกดล็อค

ราวกับผมกำลังอยู่ใน ‘โลกที่ถูกลืม’ ไปแล้วจริงๆ

จนเมื่อเช้านี้ ความอึดอัดคับข้องใจซึ่งก่อตัวขึ้นเงียบๆ ทำให้ผมเอ่ยปากกับสมใจก่อนที่เธอจะเดินออกไปจากห้อง

“ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือ”

เธอหันมามองผมด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความหมาย

“ตอนนี้ฉันยอมรับความเป็นนักเขียนของคุณแล้ว จะเหลือก็แต่เพียงความสำเร็จเท่านั้น”

“อดทนรอสักนิดนะคุณนรินทร์ ฉันหวังว่าคงอีกไม่นาน”

 

ล่วงเข้าเดือนที่สิบสอง

ภายในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ของโรงแรมระดับ 5 ดาว ผมนั่งอยู่บนเวทีหันหน้าไปทางผู้คนมากมายที่นั่งจับกลุ่มอยู่ตามโต๊ะอาหารหลายสิบโต๊ะ ข้างๆ ผมทั้งซ้ายขวาประกอบด้วยบุคคลมีชื่อเสียงหลายคนและอีก 5-6 คนที่ผมไม่รู้จัก แสงไฟแฟลชจากกล้องถ่ายรูปวูบวาบเข้าใส่เป็นจังหวะต่อเนื่องจนสายตาผมพร่ามัว สอดรับกับหัวใจที่เต้นตื่นรุนแรงไม่เป็นส่ำ

“รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์สังคมยอดเยี่ยมแห่งภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิค ได้แก่…”

เสียงพิธีกรประกาศก้อง สะกดให้ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ

“คุณนรินทร์ นรา จากนิยายเรื่อง ‘โลกที่ถูกลืม’ ”

เสียงปรบมือจากทุกคนและสายตาหลายร้อยคู่จ้องจับมาที่ผม ขณะผมลุกขึ้นเดินไปหาผู้เป็นประธานของงานกลางเวทีเบื้องหน้า สองมืออันสั่นเทายกขึ้นไหว้ขอบคุณแล้วยื่นออกไปรับโล่รางวัลประกาศเกียรติคุณและซองบรรจุเงินรางวัล 1 แสนบาท ทันทีที่รางวัลแห่งความสำเร็จอยู่ในมือ รอยยิ้มแห่งความปลาบปลื้มใจพลันปรากฏขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ผมเพ่งฝ่าแสงแฟลชไปทางผู้คนมากมายเบื้องล่างเพื่อมองหาใครคนหนึ่ง นั่นไง…เธอกำลังยืนปรบมือ นอกจากรอยยิ้มซึ่งประดับบนใบหน้าแล้ว ผมเห็นน้ำตาแห่งความยินดีเอ่อท้นในแววตาของเธอซึ่งกำลังมองมาที่ผม

สองมือเกาะกุมรางวัลแน่นขึ้น ผมส่งยิ้มให้เธอ

ขอบคุณมาก สมใจ

…ภรรยาที่รักของผม

 

เพียงรพี รำไพ
เนชั่นสุดสัปดาห์, สิงหาคม 2543

2-short story 3:22 am

ทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้นยืนเบียดเสียด ประจันหน้ากับบ้านเดี่ยวเนื้อที่ 50 ตารางวา ตลอดตามแนวลึกของหมู่บ้าน ไม่มีจุดสังเกตใดๆ เลยว่าหนึ่งในทาวน์เฮ้าส์จำนวนมากนี้เป็นที่พักอาศัยของครอบครัวชนชั้นกลาง อันประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูกสาว 2 คน และลูกชายคนสุดท้อง นอกเสียจากจดหมายเรียกเก็บค่าบริการโทรศัพท์มือถือที่ส่งถึงสมาชิกทุกคนเป็นประจำทุกเดือน

"เราไม่ได้กินมื้อเย็นพร้อมหน้ากันนานเท่าไรแล้ว" เย็นวันหนึ่งพ่อพูดขึ้นลอยๆ เหมือนไม่ต้องการคำตอบ แม่และลูกชายจึงได้แต่นิ่งฟัง ทั้งสองรู้ดีว่าเหตุที่พ่อถามก็เพราะลูกสาว 2 คนยังไม่กลับบ้าน…อันที่จริง ไม่ใช่เพียงเพราะวันนี้เท่านั้น แต่ทุกๆ วันที่ผ่านมาต่างหาก ที่การล้อมวงกินอาหารเย็นต้องขาดใครไปอย่างน้อยหนึ่งคน

แม่หวนนึกถึงเมื่อวานซืนที่ตนเองต้องอยู่สะสางงานจนถึงหัวค่ำ ขณะที่ลูกชายคิดถึงหลายๆ วันที่ผ่านมาที่ไปขลุกอยู่บ้านเพื่อนเพื่อเล่นเกมคอมพิวเตอร์ ส่วนพ่อนั้นคิดถึงเมื่อวานกับวงสังสรรค์ดื่มกิน ซึ่งกว่าจะยุติก็ล่วงเข้าวันใหม่

และวันนี้…ป่านนี้ลูกสาว 2 คนในวัยเรียนมหาวิทยาลัย คงเที่ยวเล่นอยู่กับแฟนหนุ่ม ในโรงหนัง โรงโบว์ล หรือห้างสรรพสินค้าสักแห่งหนึ่ง…ทั้งสามคนรอบวงอาหารเย็นคิดเรื่องเดียวกัน

ได้แต่หวังว่าคงไม่หายไปทั้งคืนเหมือนบางวัน…พ่อและแม่คิดต่อด้วยความกังวล

วงอาหารเย็นแล้วเสร็จด้วยความเงียบเชียบ แต่อุดมด้วยความคิด ลูกชายกดรีโมตโทรทัศน์เปลี่ยนจากช่องข่าวเป็นช่องมิวสิควิดีโอ แม่เก็บจานชามไปล้าง ส่วนพ่อลุกเดินช้าๆ ไปเข้าห้องน้ำ

แต่ขณะที่พ่อกำลังจะก้าวเข้าไปในห้องน้ำ พ่อหยุดชะงัก ตะโกนบอกลูกชายให้หรี่เสียงโทรทัศน์ แล้วเงี่ยหูฟังไปที่วงกบไม้

ไม่สังเกตก็ไม่รู้ ไม่ใส่ใจก็อาจต้องพบความสูญเสีย…

เสียงที่พ่อได้ยินคือเสียงฝูงปลวกกำลังร่วมกินอาหาร ซึ่งคือเนื้อไม้วงกบทางเข้าห้องน้ำนั่นเอง

พ่อใช้นิ้วจิ้มเบาๆ ที่วงกบ พลันเปลือกไม้ยุบตัวลงเผยให้เห็นผู้อาศัยข้างในยั้วเยี้ยเต็มไปหมด นานเท่าไรแล้วที่พวกมันอยู่ตรงนี้ ทำลายบ้านเราจนผุกลวงแล้วสักแค่ไหน…พ่อคิดด้วยความโกรธเคือง มองรอบๆ วงกบเพื่อหาร่องรอยของพวกมัน

แล้วคิดหาหนทางกำจัด

 

เย็นวันหนึ่งในสัปดาห์ต่อมา พ่อกลับมาถึงทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้นแห่งนี้ตามเวลาปกติพร้อมด้วยข้าวปลาอาหารเต็ม 2 ถุง ก่อนกลับพ่อโทร.หาสมาชิกคนอื่นๆ เพื่อบอกให้กลับมากินเมื้อเย็นด้วยกัน ทุกคนรับปากพ่อ ทำให้พ่อดีใจ

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เหมือนเช่นทุกๆ วัน มื้อเย็นไม่เคยพร้อมหน้าพร้อมตากันเลย พ่อจึงตั้งใจว่าวันนี้สมาชิกทั้งห้าของครอบครัวจะได้ร่วมกินมื้อเย็นด้วยกันสักที

ล่วงเลยจนถึงเวลาหนึ่งทุ่ม ฟ้ายังไม่มืดสนิทเพราะอยู่ในหน้าร้อน พ่อนั่งรอทุกคนอยู่ที่โต๊ะอาหารด้วยความกระวนกระวายใจ เบื้องหน้ามีกับข้าวมากมายใส่จานชามวางรอ แต่ยังไม่ทันมีใครได้กิน แมลงเม่าตัวหนึ่งได้ตกลงไปในชามแกงจืด

พ่อรีบเขี่ยทิ้ง แหงนหน้ามองหลอดไฟเหนือศีรษะพบว่ามีแมลงเม่าหลายสิบตัวบินวนเวียนอยู่ไปมา พ่อคิดได้ในทันทีว่านี่คือฝูงปลวกที่ยังไม่มีเวลาว่างเรียกคนมากำจัดนั่นเอง

ด้วยความโกรธเคืองได้กลับคืน พ่อลุกขึ้นหยิบค้อนขนาดย่อมทุบไปที่วงกบประตูห้องน้ำ โดยไม่ต้องใช้แรงมากมายวงกบทั้งกรอบก็หลุดร่วงออกมาจากฝาปูน พร้อมด้วยฝูงแมลงเม่านับพันบินกรูโกลาหลทั่วทั้งบ้าน

ขณะที่พ่อกำลังเก้ๆ กังๆ อยู่ ทันใดนั้นประตูบ้านเปิดออก ลูกชายนั่นเอง พ่อรีบบอกให้ลูกชายเปิดประตูทิ้งไว้ ส่วนตนเองปิดไฟทุกดวงในบ้าน ไม่นานนักฝูงแมลงเม่าก็บินตามแสงไฟออกไปหน้าบ้าน

และไม่นานเช่นกัน นกนางแอ่นหลายสิบตัวเริ่มบินร่อนลงโฉบกินแมลงเม่าแตกรังเป็นมื้อเย็น พวกมันบินฉวัดเฉวียนนานนาทีกว่าที่ฝูงแมลงเม่าจะเบาบางลง

หากย่ำเย็นนั้น ใครสังเกตมองบริเวณหน้าทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้นหลังหนึ่งในจำนวนมากมายที่ยืนเบียดเสียด จะพบเห็นพ่อยืนโอบไหล่ลูกชาย ขณะที่ไม่ไกลกันนั้น มีลูกสาว 2 คนและผู้เป็นแม่กำลังเดินมา…

 

ศราทร
มติชนสุดสัปดาห์, 17 กันยาน 2547