
ผมเห็นเธอทุกวัน…
เวลา 07.00 น. เธอยืนพิงกำแพงหน้าโรงพิมพ์ แขนซ้ายเหยียดตรงถือกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบย่อมไว้ด้านหน้า แกว่งไปมาระหัวเข่ายามที่เธอขยับตัว แขนอีกข้างเหยียดตรงพลางเคาะนิ้วเบาๆ บนกำแพง
วัย 32 ปี ไม่ได้ลบเลือนความงดงามในวงหน้าของเธอแม้แต่น้อย มีเพียงนัยน์ตาเหม่อลอยที่ทำให้หญิงสาวดูหม่นหมอง นิ่งเงียบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมจำได้ดีถึงความร่าเริงที่เต้นระริกอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้น
ผมเดินมาถึงหน้าโรงพิมพ์ ใช้กุญแจเคาะเบาๆ บนประตูเหล็กเพื่อให้เธอรู้สึกตัว หญิงสาวตกใจเล็กน้อย ผละจากกำแพงที่พิงอยู่แล้วหันตัวมาทางผม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏให้เห็น แต่ไม่มีแม้เสี้ยววินาทีที่สายตาของเธอจะทอดรอยยิ้มนั้นมายังชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า…เจ้าของโรงพิมพ์ที่กำลังเปิดประตูให้เธอเข้าไปทำงาน
หญิงสาวก้มตัวก้าวเข้าไปข้างในโรงพิมพ์ทันทีที่ประตูเหล็กถูกยกเลื่อนขึ้นถึงระดับหน้าอก กลิ่นที่เคยคุ้นกรุ่นหอมสู่สัมผัสยามที่เธอเดินผ่าน ผมจัดการกับประตูตามลำพัง ส่วนเธอตรงไปเปิดสวิตช์ไฟที่อยู่ด้านหลังโต๊ะทำงาน วางกระเป๋าบนเก้าอี้ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านใน
ประมาณ 2 นาทีต่อมาเสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้น รอสักพักเธอจึงเดินออกมานั่งที่โต๊ะทำงานซึ่งอยู่ถัดจากโต๊ะของผมห่างกันไม่เกิน 2 ฟุต พลิกแฟ้มเอกสาร สมุดบัญชี และสมุดบันทึกประจำวัน เพื่อตรวจตราและตระเตรียมงาน จากนั้นจึงเดินเข้าไปด้านในอีกครั้งหนึ่งและกลับออกมาพร้อมกาแฟ 2 ถ้วย…ของเธอและของผม
นี่คือกิจวัตรประจำยามเช้าในทุกวันทำงานของผมกับเธอ ทุกอากัปกิริยาเกิดขึ้นราวกับเป็นอัตโนมัติ อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปบ้างโดยเฉพาะช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งมีเรื่องวุ่นวายหลายอย่างเกิดขึ้นทั้งในโรงพิมพ์และชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน
6 ปีแล้วที่หญิงสาวเข้ามาทำงานที่โรงพิมพ์แห่งนี้ในตำแหน่งผู้ช่วยของผม เธอมีทั้งความรู้ เฉลียวฉลาด คล่องแคล่ว และรู้จักเจรจาพาที คุณสมบัติบางอย่างของเธอช่วยทดแทนข้อบกพร่องของผมได้เป็นอย่างดี และคงน่าเสียดายถ้าผมต้องสูญเสียผู้ช่วยคนนี้ไป หากผมตัดสินใจทำอะไรบางอย่างตามความรู้สึกของตนเอง
ผมเพิ่งหย่ากับภรรยาเมื่อปีกลาย นี่คือเรื่องวุ่นวายในชีวิตส่วนตัวที่ผมเอ่ยถึง
ผู้หญิงที่ผมเคยรักและแต่งงานด้วยชื่อดาริกา เรารู้จักกันขณะเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ผมอยู่ในฐานะรุ่นพี่ ส่วนเธอเป็นรุ่นน้องถัดลงไป 2 ปี ชีวิตรักนักศึกษาที่ใครต่อใครมักจะปรามาสว่ายากที่จะอยู่ยั้งยืนยงถึงขั้นแต่งงานแต่งการ ผมกับดาริกาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคู่ของเราเป็นข้อยกเว้น
เราแต่งงานกันหลังจากดาริกาเรียนจบ 4 ปี และหลังจากที่ผมหันหลังให้งานประจำที่ผมรักเพื่อมารับช่วงดูแลโรงพิมพ์ต่อจากพ่อ แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่ในฐานะลูกชายคนโตและด้วยคำขอร้องของแม่ เรื่องที่คิดว่าเป็นภาระจึงเหลือเพียงคำว่าหน้าที่
กิจการโรงพิมพ์เดินหน้าไปด้วยดี ฐานะการเงินไม่เคยติดขัด พร้อมๆ กับชีวิตรักน่ารื่นรมย์กับดาริกาที่ดำเนินไปทุกเมื่อเชื่อวัน จนบางครั้งคราวผมแอบคิดว่าชีวิตช่างราบเรียบยิ่งนัก
โรงพิมพ์ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านยิ่งทำให้โลกของผมแคบลงทุกขณะ แต่ละวันผ่านพ้นเหมือนการเดินควงคู่ไปกับใครบางคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพของแท่นพิมพ์ที่หมุนวนส่งกระดาษรูปร่างหน้าตาเดียวกันออกมากองสุมทับซ้อนอยู่ในความคิดเกินกว่าจะหลุดพ้น
กระทั่งวันหนึ่งผมมีโอกาสเถลไถลไปไกลจากบ้าน โซซัดโซเซโผเข้าหาวงสนทนาอันเปี่ยมชีวิตชีวาของเพื่อนร่วมรุ่นกว่า 10 คน ได้รับฟังเรื่องราวชีวิตของเพื่อนที่ล้วนมีรสชาติสีสันจนผมนึกอยากลิ้มลองดูบ้าง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยา
หลังจากวันนั้น ชีวิตของผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ผมเห็นเธอทุกวัน…
เวลา 07.00 น. เธอยืนพิงกำแพงหน้าโรงพิมพ์ แขนซ้ายเหยียดตรงถือกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบย่อมไว้ด้านหน้า แกว่งไปมาระหัวเข่ายามที่เธอขยับตัว แขนอีกข้างเหยียดตรงพลางเคาะนิ้วเบาๆ บนกำแพง
ผมเดินมาถึงหน้าโรงพิมพ์ ใช้กุญแจเคาะเบาๆ บนประตูเหล็กเพื่อให้เธอรู้สึกตัว ก่อนจะรีบไขกุญแจแล้วเลื่อนประตูขึ้นให้เธอก้มตัวก้าวเข้าไปข้างใน หญิงสาวตรงไปเปิดสวิตช์ไฟที่อยู่ด้านหลังโต๊ะทำงาน วางกระเป๋าบนเก้าอี้ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านใน
กว่าลูกจ้างคนอื่นๆ จะทยอยมาถึงก็ราวๆ 08.00 น. ผมกับเธอจึงต้องอยู่กันตามลำพังเกือบ 1 ชั่วโมง บ่อยครั้งที่ผมทำลายความเงียบโดยส่งบทสนทนาไปให้ แต่การตอบรับด้วยคำไม่กี่คำราวกับไม่ใส่ใจทำให้บทสนทนานั้นหมดอายุขัยโดยปริยาย
หมางเมิน..ใช่…อาการหมางเมินของหญิงสาวเริ่มต้นเมื่อประมาณ 1 ปีก่อน พร้อมๆ กับที่ผมเปลี่ยนสถานภาพจากคนมีครอบครัวมาเป็นพ่อหม้าย ระหว่างเราเหมือนมีกำแพงแก้วขวางกั้นอยู่ตลอดเวลา ความอึดอัดก่อตัวขึ้นท่วมท้นจนทำให้เราปฏิบัติต่อกันราวกับคนแปลกหน้า
อะไรทำให้เป็นเช่นนี้ อาจเพราะเธอคิดว่าผมไม่ใช่คนที่ “ปลอดภัย” สำหรับเธอแล้วก็ได้ ชีวิตคู่ที่ล้มเหลวด้วยข้อกล่าวหาว่านอกใจภรรยา กับ 1 ปีที่เป็นพ่อหม้ายลอยไปลอยมา ในสายตาของหญิงสาวอาจหมายถึงอันตรายที่ควรระมัดระวังตัว
น่าเศร้าที่หญิงสาวผู้ไม่ไว้ใจในตัวผมคนนี้ คือคนที่ทำให้ผมคิดถึงการเริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่
และผมรู้ตัวว่ารักเธอมากจริงๆ
รอยแตกร้าวระหว่างผมกับดาริกาค่อยๆ เผยให้เห็นหลังจากที่ผมไปร่วมวงสนทนากับเพื่อนเก่าในคราวนั้น
โลกที่เคยมีแค่บ้านกับโรงพิมพ์ถูกผมแต่งเติมด้วยสถานที่แปลกใหม่ไม่เว้นวัน ผมเข้าไปคลุกคลีตีสนิทกับสีสันของชีวิตที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เฉกเช่นผีเสื้อที่คลี่ปีกบินสู่โลกกว้าง ระเริงเล่นดอกไม้งามไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยโดยไม่เคยหวนกลับเข้าไปอยู่ในรังที่ห่อหุ้มร้อยรัดตนเองอีก
กระนั้น ธรรมชาติของผีเสื้อช่างบอบบางและอายุสั้นยิ่งนัก
แม้ช่วงแรกดาริกาจะวางเฉยกับความเปลี่ยนแปลงของผม แต่นานวันระดับความอดทนคงถึงขีดจำกัด เราเริ่มมีปากเสียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง แม้แต่ขณะนั่งดูข่าวโทรทัศน์เรื่องการบ้านการเมือง บางครั้งเมื่อการถกเถียงเริ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ เสียงของคนในข่าวที่พูดจาพาดพิงกันจะถูกเร่งให้ดังขึ้นเพื่อกลบเสียงทะเลาะเบาะแว้งไม่ให้คนอื่นในบ้านได้ยิน
จนวันหนึ่งสิ่งที่ผมหวาดหวั่นก็เกิดขึ้น หลังจากอดทนกับพฤติกรรมของผมมาเนิ่นนาน เฝ้ามองอดีตรุ่นพี่ที่เคยรักและเอาใจใส่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ดาริกาได้เอ่ยถามผมว่ากำลังนอกใจเธอหรือเปล่า
ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่คำถามที่ต้องการคำตอบ แต่เธอกำลังมั่นใจ ถึงจะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนความคิดเธอได้
1 เดือนจากนั้น ผมกับดาริกาหย่าร้างกันอย่างเป็นทางการ
เช้าวันนี้แตกต่างจากวันอื่น…
ตลอดหลายวันที่ผ่านมาผมเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องของผมกับเธอ ผมเบื่อความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นท่วมท้นระหว่างเรา เบื่อกำแพงแก้วที่ขวางกั้นไม่ให้ผมกล้าทำตามความรู้สึกของตนเอง และเบื่อที่มัวแต่กังวลว่าอาจต้องสูญเสียเธอไปจริงๆ
1 ปีแห่งชีวิตล่องลอยทำให้ผมรู้แล้วว่าโลกคับแคบซ้ำซากที่ผมเคยวิ่งหนีมันไปนั้นช่างว่างเปล่าเบาหวิวยิ่งนักเมื่อขาดอะไรบางอย่าง ทุกเหตุผลผลักดันให้ผมตัดสินใจได้ในที่สุดว่าจะเปิดโอกาสให้ตนเองได้เริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่เสียที
เวลา 07.00 น. ผมเห็นดาริกายืนอยู่หน้าโรงพิมพ์
ศราทร
ดิฉัน, มิถุนายน 2551



