พรานลำพังแห่งพงไพรหัวใจ

1.5-poetry : scene at the seaJuly 4, 2008 4:55 pm

          ฟังนิทานนทีที่แสนเศร้า
          เรื่องเจ้าชายสายน้ำสะท้อนเงา
          แห่งเจ้าหญิงพระจันทร์ผู้ผันแปร

          ห่างไกลให้แสนห่วง…โอ้ดวงใจ
          ในนามความหวั่นไหวในกระแส
          ล่องลอยรักเปี่ยมล้นเพื่อดูแล
          ผูกพันพระจันทร์แม้จะห่างไกล

          ริ้วคลื่นรอคอยร้อยขอบฟ้า
          กลมกลืนผืนอาณาชลาศัย
          หลังสิ้นแสงร้อนแรงแห่งรำไพ
          ดวงจันทร์ดั่งดวงใจได้กลับคืน

          ให้ลอยดวงล่วงดึกด้วยลึกซึ้ง
          ด้วยลีลาตราตรึงตามริ้วคลื่น
          อ้อมแขนกว้างโอบกอดอันกลมกลืน
          เจ้าชายสายน้ำชื่นในคืนงาม

          นัดเจ้าหญิงพระจันทร์ก่อนพรากจาก
          ไม่คิดมากเงื่อนไขคอยไถ่ถาม
          จันทร์เจ้าเคลื่อนลับกับฟ้าคราม
          ทะเลโล้คลื่นลามไปอำลา

          แต่คืนเวียนเปลี่ยนผ่านการแปรผัน
          เจ้าหญิงจันทร์มาเยือนค่อยเบือนหน้า
          ส่องแสงรักเลือนรางดั่งร้างรา
          หรือถึงคราอ้อมแขนทะเลคลาย

          กระทั่งไม่เห็นเจ้าในเงาฟ้า
          ทะเลห่วงมองหาจนใจหาย
          จนล่วงพ้นค่ำคืนความเดียวดาย
          ต้องกลายเป็นเจ้าชายสายน้ำตา

          เป็นเช่นนี้เรื่อยไปไม่รู้จบ
          ให้ทบทวนนิทานปรารถนา
          สุข-เศร้าเราในโลกกาลเวลา
          จะมาเยือนอีกคราทุกอารมณ์

          ฉันแขวนด้ายปรายดาวเป็นราวเปล
          นอนฟังเสียงคลื่นเห่ให้ฟ้าห่ม
          มีละครค่ำคืนให้ชื่นชม
          หลายหลากฉากอารมณ์ช่างกลมกลืน

 

                                   ศราทร
                                   มติชนสุดสัปดาห์, 2543

1.5-poetry : scene at the seaJune 18, 2008 11:41 am

          ระยิบระยับวับวามตามริ้วคลื่น
          สะท้อนแสงแห่งตะวันอันกลมกลืน
          โพ้นฟ้าผืนสมุทรดุจเดียวกัน

          ไขว่คว้าจินตนาการจากท้องทะเล
          ในอารมณ์แรมเร่ ในแรงฝัน
          ในสายลมเริงพลิ้วเริ่มผูกพัน
          ในใบสนไหวสั่นสายลมไกว

          บนเส้นทางจินตนาการได้พานพบ
          หนึ่งทำนบน้ำตาน่าหลงใหล
          เหม่อมองเส้นขอบฟ้าที่แสนไกล
          หรือใจลอยลับไปไกลกว่านั้น

          คือสาวนัยน์ตาเศร้าบนหาดทราย
          ผู้ต่างพรรณผิวกายกับตัวฉัน
          จากอีกฝั่งฟากฟ้า, ทะเล, จันทร์
          สู่ฝั่งใจเดียวกัน ณ แดนไกล

          เนิ่นนานริมฝั่งน้ำตามลำพัง
          หรืออยู่ในภวังค์ความหวั่นไหว
          หญิงสาวนัยน์ตาเศร้า…ใครเข้าใจ
          แม้คลื่นลมคอยโอบไล้ทุกเวลา

          วานลมช่วยบอกทียังมีฉัน
          บนฝั่งความใฝ่ฝัน อย่าหวั่นผวา
          ขอเพียงได้ปลอบใจด้วยสายตา
          ไม่เหนือความแปลกหน้าไปกว่านี้

          เรามองดวงตะวันเดียวกันไหม
          บนดินแดนห่างไกลไร้แสงสี
          มีเรื่องราวเก่าเก่าเท่าที่มี
          มีเวลาจากนี้นิจนิรันดร์

          หญิงสาวนัยน์ตาเศร้าบนหาดทราย
          คำทักทายจากชายนัยน์ตาฝัน
          เราดื่มกินจินตนาการไปด้วยกัน
          หลังผ่านการแปรผันหมื่นพันทะเล

 

                                   ศราทร
                                   มติชนสุดสัปดาห์, 2543

1.5-poetry : scene at the seaMay 30, 2008 5:45 pm

          ฟ้าร่ำร้องคำรนฝนกระหน่ำ
          จิตรกรบรรยากาศวาดสีดำ
          ในคืนค่ำน้ำสาดทั่วหาดทราย

          นิ่งอยู่ในเพิงพักตามลำพัง
          นอนฟังเสียงฝนสาดไม่ขาดสาย
          หล่นลงเคาะหลังคามาทักทาย
          "สวัสดี ความเดียวดาย" จากชายทะเล

          ตื่นนอนในตอนเช้ายังหนาวสั่น
          ฝนแห่งอันดามันช่างหันเห
          หนาวละอองหยดหยาดลงสาดเท
          หนาวลมพัดใจเพพเนจร

          หรือคือความเงียบเหงาเฝ้าค้นหา
          คืออารมณ์อ่อนล้าคราเหนื่อยอ่อน
          อยากมีใครเคียงข้างในบางตอน
          หลังม่านมหานคร-ทะเลทุรน

          ก้าวฝ่าสายฝนสาดหยาดละออง
          ลงนั่งมองท้องน้ำสีครามข้น
          บนผืนทรายชายฝั่งกระแสชล
          พร้อมใบสนหล่นคว้างซบลานทราย

          ไม่มีใครสักคนบนชายฝั่ง
          เบื้องหลังบรรยากาศอันหลากหลาย
          ท่ามสายฝน, ใบสนที่หล่นราย
          มีน้ำตาผู้ชายได้หลั่งริน

          มาจากห้วงอารมณ์อันใดเล่า
          หรือความเศร้าสุดท้ายได้สูญสิ้น
          หรือคือความชอกช้ำที่ชาชิน
          จึงแว่วยินเสียงสะอื้นอยู่ภายใน

          ฉับพลัน…น้ำฟ้าได้ลาลับ
          น้ำตาจะเนื่องนับไปทางไหน
          ฉับพลัน…แสงตะวันส่องรำไร
          ดวงตาจะสดใสได้หรือยัง

          หยิบใบสนเรียงร้อยเป็นถ้อยคำ
          บนพื้นทรายทรงจำเปี่ยมความหลัง
          ให้จารึกอารมณ์อันจีรัง
          เป็นบทกวีแห่งความหวัง ณ ฝั่งทะเล

 

                                   ศราทร
                                   มติชนสุดสัปดาห์, 2543

1.5-poetry : scene at the seaMay 24, 2008 12:12 pm

          ฉันคือคนแปลกแยกและแปลกหน้า
          ผู้ล่องเรือโดยสารกาลเวลา
          สู่มหาละอองท้องทะเล

          อยู่บนเรือแล่นไปวันไร้แดด
          ไร้แสงประกายแสดดูว้าเหว่
          ครึ้มคล้ายมีเมฆคลุมอุ้มฝนเท
          คืออารมณ์ทะเลบางเวลา

          อยู่บนเรือแล่นไปวันไร้คลื่น
          ทุกย่างเรือเย็นรื่นยังเริงร่า
          เห็นเกาะไกลลิบลับกับสายตา
          วานลมบอกข่าวว่า…ฉันมาไกล

          มาให้เกาะห่างไกลได้เห่กล่อม
          ให้อุ่นลมโอบล้อมยามหลับไหล
          ให้เสียงคลื่นสาดครวญคล้ายเสียงใคร
          กระซิบคำปลอบใจให้คนจร

          ค่อยเคลื่อนเลื่อนลอยเหนือลำน้ำ
          สีครามฟ้าครึ้มสู่สิงขร
          อีกไม่นานหรอกหนาจะลงนอน
          ให้ผืนทรายเซาะซอนความอ่อนล้า

          ให้ผืนทรายร่ายกลอนการต้อนรับ
          เป็นสรรพสำเนียงพร่ำรำพันว่า
          ฟากฟ้ามหาสมุทรสุดสายตา
          มีมากพอเสาะหาความสามัญ

          เชิญเสาะหาความสามัญอันมีอยู่
          ระหว่างคู่ความจริงและความฝัน
          จริง, คือความวุ่นวายไม่เว้นวัน
          ฝัน, คือความเงียบงันอันงดงาม

          ลอยอยู่กลางลำน้ำความนึกคิด
          ในนาวาชีวิตเกิดคำถาม
          ระหว่างเมืองว้าเหว่-ทะเลคราม
          ใครหาความเงียบงามได้ตามใจ

 

                                   ศราทร
                                   มติชนสุดสัปดาห์, 2543