
บ่ายเดือนตุลาคมเมฆครึ้มตั้งเค้าพาดขึงผืนฟ้า บางครายินเสียงฟ้าคำรามอยู่ไกลๆ พ้นจากเมฆทะมึนลงมามองเห็นไม้ใหญ่ยืนนิ่งไร้แรงลมโบกพัด บรรดานกกระจอกและนกพิราบที่เคยโฉบเฉี่ยวตามหลังคาบ้านหรือสายไฟหลบหายไปนานแล้ว เหลือเพียงนางแอ่น 2-3 ตัว บินร่อนบนฟ้าสูงลิบ พวกมันแทบจะกลืนหายไปในผืนเมฆทึบทึมอันเป็นฉากหลังจนต้องสังเกตดีๆ ถึงมองเห็น
บรรยากาศแบบนี้เป็นใครก็ต้องคิดว่าฝนตกแน่ๆ รอแค่เมื่อไรเท่านั้น
ฟ้าร้องครืนๆ อีกครั้งตอนที่โอ๊ตเลื่อนประตูกระจกสีเทาเข้มก้าวออกจากตัวบ้าน ใช้แรงเด็ก 6 ขวบ เตะลูกฟุตบอลหนังที่พ่อซื้อให้ในวันปิดภาคเรียนที่ 1 กลิ้งชนประตูรั้วเสียงดังแคร๊ง! ก่อนที่มันจะกระดอนตุบๆ ลงนอนสงบนิ่งระหว่างขาล้อเลื่อนของโต๊ะปิงปองซึ่งพับเก็บเรียบร้อยตั้งวางอยู่ชิดกำแพงด้านซ้าย เฮอะ! บอลเอย ปิงปองเอย จะให้เล่นกับใครล่ะ โอ๊ตตัดพ้อในใจ ทิ้งตัวลงบนม้านั่งใกล้กับประตูรั้ว
ช่วงเวลาปิดเทอมคือความเงียบเหงาน่าเบื่อสำหรับลูกคนเดียวอย่างโอ๊ต พ่อออกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนแม่แม้ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเพื่อนเล่นให้ลูกชายได้ ยิ่งช่วงบ่ายคือเวลานอนหลับพักผ่อนหลังเสร็จจากงานบ้าน ต้องรอจนแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างทางหลังบ้านนั่นล่ะ แม่จึงจะลุกมาเก็บผ้าที่ตากไว้และเตรียมตัวหุงหาอาหาร หรือบางวันแม่อาจพาโอ๊ตออกไปเดินเที่ยวที่ตลาดนัดบริวเณปากทางเข้าหมู่บ้าน โชคดีได้ของเล่นหรือหนังสือการ์ตูนติดไม้ติดมือ จากนั้นอีกไม่นานเกินรอพ่อจึงกลับมา
แต่กว่าจะถึงเวลานั้น โอ๊ตต้องผ่านยามบ่ายอันน่าเบื่อไปให้ได้เสียก่อน
เสียงพูดคุยเอะอะของกลุ่มเด็กผู้ชายสะกิดให้โอ๊ตตื่นจากภวังค์ ที่มาของเสียงอยู่ด้านในซอยลึกจากบ้านโอ๊ตเข้าไป ไม่ต้องเห็นก็รู้ว่าเป็นลูกหลานคนในหมู่บ้านซึ่งจับกลุ่มคบหากันมานาน ทั้งหมดอายุมากกว่าโอ๊ตตั้งแต่ 3-5 ปี ครอบครัวโอ๊ตเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เพียง 5 เดือน เด็กใหม่อ่อนวัยกว่าจึงไม่เคยกล้าเข้าไปสุงสิงตีสนิท
เสียงเอะอะใกล้เข้ามา-ใกล้เข้ามากระทั่งผ่านหน้าบ้านไป ชั่วเวลาสั้นๆ นั้นโอ๊ตชะเง้อมองกลุ่มเด็กรุ่นพี่ผ่านซี่รั้วเหล็ก เห็นสมาชิก 5 คน เดินเรียงหน้ากระดาน คนสูงที่สุดและน่าจะอายุมากที่สุดอยู่ตรงกลาง ในมือของเขามีปืนกลอย่างที่เคยเห็นในหนังแต่ขนาดย่อมกว่า อีก 2 คนขนาบข้างถือปืนสั้น ส่วน 2 คนริมสุดหิ้วกระป๋องสีใบเล็กแกว่งไปมา มืออีกข้างถือสวิงขนาดใหญ่ที่มีด้ามไม้ยาวเป็นวา พวกเขาพูดคุยในเรื่องที่โอ๊ตจับใจความไม่ได้ เห็นรอยยิ้มกว้างแต้มเสียงหัวเราะ
“ไปไหนกัน” โอ๊ตทะลึ่งพรวดเกาะรั้วตะโกนถามกลุ่มเด็กซึ่งเดินผ่านบ้านไปแล้ว 2 หลัง เสียงหัวเราะพูดคุยสะดุดช่วงลงทันควัน พวกเขาหันมาตามเสียง มองหน้าโอ๊ตด้วยความแปลกใจ ก่อนที่คนโตสุดจะพูดออกมา
“ข้างโรงเรียน”
“ไปด้วยนะ”
เด็กคนนั้นพยักหน้าแทนคำตอบ แล้วทุกคนก็หันกลับไปคุยกันต่อโดยไม่ได้ใส่ใจว่าโอ๊ตจะตามมาหรือเปล่า พวกเขาเดินตรงไปทางหน้าปากซอย โอ๊ตรู้ว่า “ข้างโรงเรียน” ที่กลุ่มเด็กจะไปนั้นอยู่ที่ไหน แต่จะตามออกไปทันทีไม่ได้เพราะต้องขออนุญาตแม่เสียก่อน ถ้าแม่ไม่ให้ออกไปล่ะ โอ๊ตยืนลังเลอยู่นาน
ขณะตัดสินใจเปิดประตูกระจกเข้าบ้าน เสียงหัวเราะของกลุ่มเด็กดังแว่วมา รั้งและเรียกให้โอ๊ตหันหลังกลับแล้วเดินตามออกไป โอ๊ตให้เหตุผลตัวเองว่าถ้ากลับถึงบ้านก่อนแม่ตื่นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เขาไม่อยากนั่งเบื่ออยู่กับบ้าน เขาอยากสนุก อยากยิงปืน
ส่วนจะยิงอะไรนั้น…โอ๊ตยังไม่รู้
เสียงฟ้าครืนครั่นเหมือนดังไล่หลังมาติดๆ โอ๊ตแหงนมองเมฆฝนที่แผ่คลุมเบื้องบนแล้วเร่งสาวเท้ายิ่งขึ้น เดินตรงจากบ้านโอ๊ตไปหน้าปากซอยเพียง 200 เมตร จะเจอถนนสายหลัก เลี้ยวซ้ายไปไม่เกิน 500 เมตร เป็นโรงเรียนมัธยมชั้นดีในย่านชานเมืองแถบนี้ ก่อนจะถึงโรงเรียนมีป้ายรถเมล์ซึ่งมีพื้นที่กว้างกว่าปกติสำหรับรองรับนักเรียนตอนโรงเรียนเลิก แต่เวลาบ่ายของวันธรรมดาช่วงปิดเทอมเช่นนี้ป้ายรถเมล์คือสถานที่ร้างไร้ชีวิต
“ข้างโรงเรียน” ที่เป็นจุดหมายของเด็กๆ คือพื้นที่รกร้างกว้างใหญ่ด้านหลังป้ายรถเมล์ มองจากด้านหน้าเห็นหญ้าขึ้นสูงเขียวพรืดตั้งแต่ฝั่งขวามือติดกำแพงโรงเรียน เลยป้ายรถเมล์มาทางด้านซ้ายจรดคลองเล็กๆ ที่ทอดขนานหมู่บ้านและหลังบ้านของโอ๊ต ก่อนถึงคลองมีทางเดินกว้าง 3 ฟุต ตรงเข้าไปสู่ลานดินที่ถูกไถราบขนาดกว้างยาวพอกับสนามบาสเกตบอล พื้นดินยังคงสีเข้มจากฝนตกก่อนหน้านี้ มีแอ่งน้ำกระจายอยู่ประปราย สองฝั่งตามความยาวมีโครงไม้ประกอบเป็นประตูฟุตบอลเล็กๆ วางเค้เก้อยู่ฝั่งละอัน ลึกไปด้านหลังเป็นป่าอ้อครอบคลุมพื้นที่น้ำขัง
ตรงทางเดินริมคลองโอ๊ตเห็นเด็ก 2 คน ถือสวิงสอดส่ายสายตาไปตามพงหญ้า อีกคนหนึ่งก้มๆ เงยๆ อยู่ใกล้กัน กระป๋องสี 2 ใบ วางอยู่ข้างทางเดิน ส่วนเด็กที่อายุมากสุดกับเพื่อนอีกคนอยู่บริเวณสนาม กำลังลากประตูฟุตบอลมาวางซ้อนกันแล้วเอาแผ่นไม้กระดานวางกั้นไว้ด้านหลัง
ก่อนที่โอ๊ตจะตัดสินใจเดินไปทางไหน หนึ่งในเด็กที่ถือสวิงเอ่ยเรียกโอ๊ตเบาๆ เหมือนกลัวใครได้ยิน
“เฮ้ย มึงน่ะ” โอ๊ตหันมองตามเสียง ไม่คุ้นเคยกับสรรพนามที่ถูกเรียกนัก
“มาช่วยกันหาหน่อย”
“หาอะไรล่ะ”
“ตั๊กแตน แมลงปอ หรือแมลงอะไรก็ได้ที่ตัวใหญ่ๆ”
โอ๊ตพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยมั่นใจ เขาไม่เคยจับแมลงเองมาก่อน พวกมันมีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์เหมือนแมลงสาบที่โอ๊ตเคยเจอในห้องครัว เขาเคยคิดกระทั่งว่าโลกไม่จำเป็นต้องมีสัตว์จำพวกนี้ ควรมีกองทัพปราบเดรัจฉานน่ารังเกียจให้หมดสิ้น แต่สถานการณ์ขณะนี้เขาไม่ควรปฏิเสธ ไม่อย่างนั้นเขาอาจถูกไล่ไม่ให้ร่วมกลุ่มไปตลอด
ขณะโอ๊ตกำลังหันรีหันขวางว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เด็กคนที่ไม่มีสวิงเดินมาเปิดกระป๋องสีที่วางอยู่ใกล้เท้าโอ๊ตแล้วรีบโยนตั๊กแตนสีน้ำตาลลงไป ชั่ววินาทีนั้นเองโอ๊ตเห็นแมลงถูกขังอยู่ในกล่อง 5-6 ตัว เขาพอจะเดาได้แล้วว่าเด็กกลุ่มนี้เล่นอะไรกัน เขาเริ่มรู้สึกอยากมีส่วนร่วม
แต่โอ๊ตต้องช่วยหาเหยื่อให้ได้เยอะๆ เสียก่อน
“ได้เยอะรึยังวะ” เสียงพี่ใหญ่ตะโกนมาจากสนาม “ได้แค่ไหนเอามาก่อนก็ได้ เดี๋ยวฝนตก”
โอ๊ตและกลุ่มหาเหยื่อ 3 คน คือ อาร์ม วิน และนัท คว้ากระป๋องสีเดินไปหาเจ้าของเสียง ระหว่างเดินก็แง้มฝาดูสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่ต่างกำลังตะเกียกตะกายหาทางออก สีหน้าของเด็กแต่ละคนดูตื่นเต้นเริงร่า โดยเฉพาะโอ๊ตผู้ยังใหม่ในเรื่องนี้
มาถึงสนามแล้วทุกคนเหมือนรู้หน้าที่ อาร์มล้วงม้วนเชือกป่านออกจากกระเป๋ากางเกง ส่วนวินหยิบคัตเตอร์ในกระเป๋าเสื้อโปโลโยนลงบนพื้นข้างกระป๋องสี ทั้งห้าคนผลัดกันตัดเชือกยาวราว 1 ฟุต ล้วงจับแมลงในกระป๋องทั้งตั๊กแตนที่ถูกหักขา แมลงปอถูกเด็ดปีก รวมกันได้ 18 ตัว แถมด้วยด้วงอีก 1 ตัว ที่นัทเล่าว่าบินหลงเข้าไปในบ้านเมื่อคืนก่อน พวกมันถูกคล้องด้วยห่วงเชือก ดึงให้แน่นพอให้ไม่หลุดหนี ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยที่โอ๊ตได้แต่นั่งมอง
แมลงทั้ง 19 ตัว ถูกนำไปผูกห้อยไว้กับคานประตูอันที่วางซ้อนอยู่ด้านบน เรียงกันสูงบ้างต่ำบ้าง ขาแมลงที่กวัดไกวดิ้นรนกลางอากาศทำให้เชือกส่ายไหว ตัวที่มีแรงมากอย่างตั๊กแตนเชือกก็ไหวแรงตามไปด้วย บางตัวหมุนควงสว่านไม่ได้หยุด ส่วนเชือกของแมลงปอดูสงบนิ่งกว่า เห็นเพียงปลายหางของมันที่ม้วนงอเข้าออก
เด็กอายุมากสุดถือปืนเดินส่ายอาดๆ หยุดยืนห่างจากเป้าหมายไม่เกิน 10 เมตร
“คนละห้านัดเหมือนเดิมนะเว้ย” เขาประกาศเสียงดัง
“แม่นไม่กลัว กลัวช้าว่ะไอ้ชัย” บิ๊กตะโกนแซว เด็กที่เหลือหัวเราะร่วน ชัยหันกระบอกปืนทำท่าเล็งมาทางพวกเขาจนวงแตก
“มึงคนสุดท้ายนะ” ชัยบอกสมาชิกใหม่ โอ๊ตพยักหน้ารับ
ปืนของชัยเป็นปืนกลสั้น ขนาดไม่ใหญ่เกินไปสำหรับเด็ก โอ๊ตเห็นแล้วทั้งอยากได้และอยากลองยิง เขาไม่รู้จักของเล่นเหมือนจริงพวกนี้ พ่อกับแม่ซื้อให้แต่ปืนพลาสติกที่ส่งเสียงและมีไฟกะพริบเวลาเหนี่ยวไก ไม่มีลูกกระสุนพุ่งออกมาเหมือนปืนจริง โอ๊ตจึงไม่เคยต้องหาเหยื่อไว้เป็นเป้า
“ปัง!” เสียงดังจนโอ๊ตสะดุ้ง ไม่ใช่เสียงปืน แต่เป็นเสียงเม็ดกระสุนพลาสติกสีเหลืองกระทบแผ่นไม้กระดาน นัดแรกของชัยไม่เข้าเป้า เพื่อนๆ โห่ฮากันพอหอมปากหอมคอ ชัยทำหน้าไม่ยี่หระ ยกปืนขึ้นเล็งอีกครั้ง
หลังสิ้นเสียงลั่นไกดัง “ปุ้ง” เชือกห้อยตั๊กแตนเส้นหนึ่งสะบัดไปทางด้านหลังส่งสัญญาณให้รู้ว่าเข้าเป้า เหยื่อสีน้ำตาลตัวขาดสองท่อนหลุดหล่นลงบนพื้น ชัยหันมายักคิ้วให้พรรคพวก ยกปากกระบอกปืนขึ้นเป่าราวกับเพิ่งเสร็จจากการดวล
โอ๊ตตะลึงกับภาพที่เห็น เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าหากยิงโดนแล้วจะเป็นอย่างไร อานุภาพของปืนรุนแรงเหลือเกิน ส่วนชัยยิงได้แม่นมาก โอ๊ตตื่นเต้นเมื่อคิดว่าอีกไม่นานจะได้ยิงบ้าง แต่ใจก็หวั่นว่ามือสมัครเล่นอย่างเขาจะยิงไม่ถูกเป้าหมาย
3 นัดที่เหลือของชัยสังหารเหยื่อไปอีก 2 ตัว เป็นตั๊กแตนและด้วงโชคร้าย ตัวหลังนี้กระสุนทะลุลำตัวโดยยังห้อยค้างอยู่กับเชือก ก่อนที่บิ๊กจะยิงเป็นคนต่อไป อาร์ม วิน และนัทเก็บซากแมลงทั้ง 3 ตัว มากองรวมกัน เผาด้วยน้ำมันไฟแช็กและไม้ขีดไฟที่เตรียมมา ไฟลุกพรึ่บตามด้วยเสียงเฮของเด็กๆ โอ๊ตได้ยินพวกเขาคุยกันว่าต้องรีบเผาก่อนฝนตก
ลานสังหารแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ฌาปนกิจไปในตัว
โอ๊ตแหงนหน้ามองฟ้าอีกครั้ง เมฆฝนขึงพืดเหมือนอยู่เหนือศีรษะไม่ไกล ดูหนักอึ้งราวกับพร้อมจะถล่มลงมาเมื่อไรก็ได้ สมาชิก 4 คนต่อมายิงโดนเป้าหมายรวมกันเพียง 6 ตัว บางตัวร่างขาดกระเด็นไปคนละทาง บ้างชิ้นส่วนหลุดไปโดยส่วนที่เหลือยังติดคาอยู่กับเชือก แขนขากระดิกถี่อยู่พักหนึ่งก่อนจะสงบนิ่ง อาร์ม วิน และนัทรวบรวมพวกมันไปเผาเช่นเดิม
บิ๊กส่งปืนสั้นให้โอ๊ต เป็นปืนสีดำเหมือนของจริง ทำด้วยโลหะทั้งกระบอกและหนักกว่าที่โอ๊ตคิดไว้มาก บิ๊กสอนวิธีจับปืนให้โอ๊ต รวมทั้งวิธีเหนี่ยวไกและการเล็งเป้าหมาย ก่อนตบท้ายว่า “ยิงไปเลย เดี๋ยวก็ชิน” คำพูดของบิ๊กทำให้โอ๊ตรู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเด็กในหมู่บ้าน ต่อไปเขาจะมีเพื่อนเล่น ไม่ต้องนั่งเหงาเบื่อหน่ายอยู่กับบ้านอีกแล้ว
โอ๊ตใช้สองมือประคองปืนขึ้นเล็งเป้าหมาย พวกมันเหลืออยู่ 10 ตัว โอ๊ตเลือกกลุ่มที่อยู่ใกล้กัน 3-4 ตัว เผื่อจะยิงโดนไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่ง เขากลั้นหายใจให้มือนิ่งและเหนี่ยวไกทันที เชือกเส้นหนึ่งสะบัดส่งสัญญาณ เด็กๆ โห่ร้องกันดังลั่น โอ๊ตยิ้มกว้างแล้วรีบวิ่งไปสำรวจเป้าหมาย ทำได้แล้ว…โอ๊ตลิงโลดในใจ แต่ก่อนที่เขาจะวิ่งไปถึง…
“โอ๊ต!!!”
โอ๊ตหยุดวิ่งทันที หันมองเห็นแม่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างสนาม กลุ่มเด็กมองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วรีบเก็บข้าวของวิ่งออกไปตามทางดินริมคลองซึ่งหญิงวัยกลางคนเพิ่งเดินผ่านมา โอ๊ตยืนนิ่งก้มหน้าหลบแม่ มือขวายังกำด้ามปืนสีดำแน่น
“ทำไมหนีแม่ออกมาอย่างนี้” แม่พูดพลางคว้าข้อมือโอ๊ตลากเดินออกไป โอ๊ตยังนิ่งเงียบ รีบก้าวตามแม่ หน้าซีดเผือดด้วยกลัวความผิด
“เห็นมั้ยว่าฝนจะตก แล้วเล่นปืนผาหน้าไม้ได้ยังไง แม่เห็นนะว่าโอ๊ตยิงแมลง รู้มั้ยว่ามันบาปกรรม”
“โอ๊ตยิงตัวเดียวเองฮะ”
เสียงโอ๊ตตอบแม่แว่วเบายังลานดิน พร้อมกับสายฝนหนาเม็ดตกโครมลงมาราวกับอัดอั้นมานาน ฟ้าร้องครืนครั่นต่อเนื่อง บรรยากาศมืดครึ้มห่มคลุมทั่วบริเวณ ทุ่งหญ้าไหวระเนนตามแรงห่าฝน ต้นอ้อก็โผซบกันไปมา พื้นน้ำค่อยๆ เจิ่งนองยังลานกว้าง
ร่างของเหยื่อหลุดร่วงจากเชือก ไหลตามน้ำไปสมทบกับซากที่ถูกเผา
ก่อนจะลับหายไปในความรกร้าง…
ศราทร
มีนาคม, 2551