พรานลำพังแห่งพงไพรหัวใจ

1-poetryMarch 14, 2010 5:19 pm

บล็อก ศราทร ย้ายไปที่ http://srathorn.wordpress.com/ ครับemoticon

1-poetryDecember 31, 2009 8:19 pm

          ใกล้เข้ามา และไกลออกไป…
          จดจ่อลมหายใจไม่สุดสิ้น
          เพื่อการปล่อยวางอย่างชาชิน
          หลั่งรินความเปล่าว่างของชีวิต

          ใกล้เข้ามา และไกลออกไป…
          ไร้เยื่อเหลือใยใคร่ยึดติด
          ร้อยคนร่วมทางอย่างใกล้ชิด
          ปลายทางเปลี่ยนทิศไปลิบลับ

          ใกล้เข้ามา และไกลออกไป…
          เคยไหมความหมายไม่กลายกลับ
          สูญหายภายในไม่อาจนับ
          เส้นทางซ้อนทับเกินกลับคืน

          ใกล้เข้ามา และไกลออกไป…
          เหลือให้มองเห็นความเป็นอื่น
          ทุกการผ่านพบจะกลบกลืน
          ร้อยฝันพลันตื่นเพียงหลับตา

 

                              ศราทร
                              มติชนสุดสัปดาห์, 1 มกราคม 2553

4-thoughtNovember 25, 2009 4:16 pm

          เกิดจากเนื้อใน
          ร่างไร้ลมหายใจไร้ทางสู้
          ถึงคราวสิ้นสุดการคุดคู้
          เป็นเหมือนอยู่อย่างดักดาน

          จึงมาชุมนุมโดยสงบ
          กัดกินชิ้นศพครบทุกด้าน
          บนเนื้อซากเน่าเราเบิกบาน
          ต่อเศษสังขารตามสมควร

 

                              ศราทร
                              ๒๓.๑๑.๒๕๕๒

1.4-poetry : one minuteMay 25, 2009 8:03 am

ภาพนี้มีลิขสิทธิ์ ห้ามก๊อปปี้

          ต่างคนต่างก้าวพอพอกัน
          ทีละขั้นละขั้นด้วยสองขา
          แม้ต่างหนทางต่างที่มา
          แต่ตั้งหน้าตั้งตาไม่ต่างกัน

          ทีละขั้นละขั้นตรงทางขึ้น
          ไม่มึนงงหลงทางหรือหวาดหวั่น
          เพื่ออยู่เหนือปัญหาสารพัน
          ข้ามผ่านความแปรผันอย่างปลอดภัย

          ณ จุดสูงสุดใครหยุดยืน
          ใครฝืนอยู่บนนั้นได้บ้างไหม
          ต่างตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อไป
          สุดท้ายไม่สุดทางกันเสียที

          ต่างคนต่างก้าวพอพอกัน
          เคลื่อนลงทีละขั้นทั้งทั้งที่
          จุดที่เราต่างหมายไม่เคยมี
          บนทางบาทวิถีที่เท่าเทียม

 

                              ศราทร
                              มติชนสุดสัปดาห์, กันยายน 2546

1-poetryApril 29, 2009 6:07 am

5-inspirationMarch 18, 2009 6:15 am

          น้ำค้างเปื้อนแดด แล้วเอย…
          ไม่ทันเอ่ยอาลัยข้าใจหาย
          ทิ้งรอย เถ้าอารมณ์ แล้วร่างกาย
          สลายไปใน เงาของเวลา

          ลาก่อนกลางคืนยอดรัก
          ลาเพื่อหยุดพักในภายหน้า
          ลาเพื่อจำหลักการจากลา
          แด่ ขุนนางป่า ผู้จากไป

          หอมดอกประดวน
          หวนคืนสู่ฟ้าอันกว้างใหญ่
          ไม่นานเกินรอ กล่าวอาลัย
          จุด ไฟอาย อวลอบกลบน้ำตา

 

                              ศราทร
                              ๑๖.๓.๕๒

 

รำลึก ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ …ที่นี่

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=aloneagain&month=03-2009&date=18&group=12&gblog=12

1-poetryJanuary 22, 2009 5:13 am

          ฟังสิ…
          เสียงนาฬิกาเดินจากอดีต
          แขวนคว้างบนผนังสีซีด
          รีดรดอนาคตกาล

          ล่วงรู้…
          ทุกผู้รอคอยเรียกขาน
          ไร้การดื้อรั้น-ลั่นดาล
          ทะยานสิ้นสุด ณ จุดใด

          หมุนรอบ…
          ทุกคำถาม-ตอบเริ่มต้นใหม่
          เสียงนาฬิกาเดินอยู่ภายใน
          หายใจรินรดจนหมดลาน

 

                              ศราทร
                              18.1.52

1-poetryNovember 18, 2008 11:13 am

จำความเงียบของคุณได้
.
.
.
จำความเศร้ารินสายแม้ไร้เสียง
.
.
.
คืออีกคราวคนแพ้หรือแค่เพียง
เสียงแห่งใจดวงร้าวยังร่องรอย

 

ศราทร
๑๘.๑๑.๒๕๕๑

1.1-poetry : free verseOctober 22, 2008 1:11 pm

          อดอยากมาจากไหน
          จึงก้มหน้าก้มตากัดกินใบ
          มิรู้อิ่มรู้หนำ
          มิคิดหยุดพักบ้างหรือไร

          รู้หรือไม่
          เพียงเงยหน้าสักครั้ง
          พบดอกไม้งามสะพรั่ง
          ไปทั้งใจ

 

                              ศราทร

1.1-poetry : free verse 1:08 pm

          ผืนหญ้าระอาไหม
          เมื่อใบไม้หล่นรายไม่รู้สิ้น
          สายลมขมขื่นไหม
          ยามก้อนหินเจ้าไยไม่ไหวติง

          ผืนหญ้าตอบว่า..ไม่
          สายลมว่า..ชาชิน

          แปรผัน-ผันแปร
          ตามแต่กาลเวลาที่หลั่งริน

 

                              ศราทร

4-thoughtSeptember 7, 2008 8:28 am

สงครามครั้งสุดท้าย
.
.
ใคร
.
.
พ่ายแพ้?

 

 

ภาพ : manager.co.th

1-poetryJuly 25, 2008 10:27 am

          หยดฝนสนธยา
          สนทนากับดวงดาวกลางดึก
          ดั่งห้วงเวลารำลึก
          ผลึกแห่งคืนวัน

          ตกกระทบ
          สงบใต้แสงรังสรรค์
          เรื่องราวร้อยพัน
          กลั่นจากจักรวาลไกล

          ปัจจุบันขณะ
          ในกระแสกาลหลากไหล
          ใต้แสงดาว-เรืองไฟ
          ใครโปรยอดีตไว้ทั่วเมือง

 

                              ศราทร
                              มติชนสุดสัปดาห์, สิงหาคม 2551

2-short storyJuly 13, 2008 2:14 pm

ผมเห็นเธอทุกวัน…

เวลา 07.00 น. เธอยืนพิงกำแพงหน้าโรงพิมพ์ แขนซ้ายเหยียดตรงถือกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบย่อมไว้ด้านหน้า แกว่งไปมาระหัวเข่ายามที่เธอขยับตัว แขนอีกข้างเหยียดตรงพลางเคาะนิ้วเบาๆ บนกำแพง

วัย 32 ปี ไม่ได้ลบเลือนความงดงามในวงหน้าของเธอแม้แต่น้อย มีเพียงนัยน์ตาเหม่อลอยที่ทำให้หญิงสาวดูหม่นหมอง นิ่งเงียบ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมจำได้ดีถึงความร่าเริงที่เต้นระริกอยู่ในนัยน์ตาคู่นั้น

ผมเดินมาถึงหน้าโรงพิมพ์ ใช้กุญแจเคาะเบาๆ บนประตูเหล็กเพื่อให้เธอรู้สึกตัว หญิงสาวตกใจเล็กน้อย ผละจากกำแพงที่พิงอยู่แล้วหันตัวมาทางผม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏให้เห็น แต่ไม่มีแม้เสี้ยววินาทีที่สายตาของเธอจะทอดรอยยิ้มนั้นมายังชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า…เจ้าของโรงพิมพ์ที่กำลังเปิดประตูให้เธอเข้าไปทำงาน

หญิงสาวก้มตัวก้าวเข้าไปข้างในโรงพิมพ์ทันทีที่ประตูเหล็กถูกยกเลื่อนขึ้นถึงระดับหน้าอก กลิ่นที่เคยคุ้นกรุ่นหอมสู่สัมผัสยามที่เธอเดินผ่าน ผมจัดการกับประตูตามลำพัง ส่วนเธอตรงไปเปิดสวิตช์ไฟที่อยู่ด้านหลังโต๊ะทำงาน วางกระเป๋าบนเก้าอี้ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านใน

ประมาณ 2 นาทีต่อมาเสียงเปิดประตูห้องน้ำดังขึ้น รอสักพักเธอจึงเดินออกมานั่งที่โต๊ะทำงานซึ่งอยู่ถัดจากโต๊ะของผมห่างกันไม่เกิน 2 ฟุต พลิกแฟ้มเอกสาร สมุดบัญชี และสมุดบันทึกประจำวัน เพื่อตรวจตราและตระเตรียมงาน จากนั้นจึงเดินเข้าไปด้านในอีกครั้งหนึ่งและกลับออกมาพร้อมกาแฟ 2 ถ้วย…ของเธอและของผม

นี่คือกิจวัตรประจำยามเช้าในทุกวันทำงานของผมกับเธอ ทุกอากัปกิริยาเกิดขึ้นราวกับเป็นอัตโนมัติ อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปบ้างโดยเฉพาะช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งมีเรื่องวุ่นวายหลายอย่างเกิดขึ้นทั้งในโรงพิมพ์และชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน

6 ปีแล้วที่หญิงสาวเข้ามาทำงานที่โรงพิมพ์แห่งนี้ในตำแหน่งผู้ช่วยของผม เธอมีทั้งความรู้ เฉลียวฉลาด คล่องแคล่ว และรู้จักเจรจาพาที คุณสมบัติบางอย่างของเธอช่วยทดแทนข้อบกพร่องของผมได้เป็นอย่างดี และคงน่าเสียดายถ้าผมต้องสูญเสียผู้ช่วยคนนี้ไป หากผมตัดสินใจทำอะไรบางอย่างตามความรู้สึกของตนเอง

 

ผมเพิ่งหย่ากับภรรยาเมื่อปีกลาย นี่คือเรื่องวุ่นวายในชีวิตส่วนตัวที่ผมเอ่ยถึง

ผู้หญิงที่ผมเคยรักและแต่งงานด้วยชื่อดาริกา เรารู้จักกันขณะเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ผมอยู่ในฐานะรุ่นพี่ ส่วนเธอเป็นรุ่นน้องถัดลงไป 2 ปี ชีวิตรักนักศึกษาที่ใครต่อใครมักจะปรามาสว่ายากที่จะอยู่ยั้งยืนยงถึงขั้นแต่งงานแต่งการ ผมกับดาริกาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคู่ของเราเป็นข้อยกเว้น

เราแต่งงานกันหลังจากดาริกาเรียนจบ 4 ปี และหลังจากที่ผมหันหลังให้งานประจำที่ผมรักเพื่อมารับช่วงดูแลโรงพิมพ์ต่อจากพ่อ แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่ในฐานะลูกชายคนโตและด้วยคำขอร้องของแม่ เรื่องที่คิดว่าเป็นภาระจึงเหลือเพียงคำว่าหน้าที่

กิจการโรงพิมพ์เดินหน้าไปด้วยดี ฐานะการเงินไม่เคยติดขัด พร้อมๆ กับชีวิตรักน่ารื่นรมย์กับดาริกาที่ดำเนินไปทุกเมื่อเชื่อวัน จนบางครั้งคราวผมแอบคิดว่าชีวิตช่างราบเรียบยิ่งนัก

โรงพิมพ์ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านยิ่งทำให้โลกของผมแคบลงทุกขณะ แต่ละวันผ่านพ้นเหมือนการเดินควงคู่ไปกับใครบางคนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพของแท่นพิมพ์ที่หมุนวนส่งกระดาษรูปร่างหน้าตาเดียวกันออกมากองสุมทับซ้อนอยู่ในความคิดเกินกว่าจะหลุดพ้น

กระทั่งวันหนึ่งผมมีโอกาสเถลไถลไปไกลจากบ้าน โซซัดโซเซโผเข้าหาวงสนทนาอันเปี่ยมชีวิตชีวาของเพื่อนร่วมรุ่นกว่า 10 คน ได้รับฟังเรื่องราวชีวิตของเพื่อนที่ล้วนมีรสชาติสีสันจนผมนึกอยากลิ้มลองดูบ้าง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่ไม่ใช่ภรรยา

หลังจากวันนั้น ชีวิตของผมก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

ผมเห็นเธอทุกวัน…

เวลา 07.00 น. เธอยืนพิงกำแพงหน้าโรงพิมพ์ แขนซ้ายเหยียดตรงถือกระเป๋าหนังสีน้ำตาลใบย่อมไว้ด้านหน้า แกว่งไปมาระหัวเข่ายามที่เธอขยับตัว แขนอีกข้างเหยียดตรงพลางเคาะนิ้วเบาๆ บนกำแพง

ผมเดินมาถึงหน้าโรงพิมพ์ ใช้กุญแจเคาะเบาๆ บนประตูเหล็กเพื่อให้เธอรู้สึกตัว ก่อนจะรีบไขกุญแจแล้วเลื่อนประตูขึ้นให้เธอก้มตัวก้าวเข้าไปข้างใน หญิงสาวตรงไปเปิดสวิตช์ไฟที่อยู่ด้านหลังโต๊ะทำงาน วางกระเป๋าบนเก้าอี้ แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ด้านใน

กว่าลูกจ้างคนอื่นๆ จะทยอยมาถึงก็ราวๆ 08.00 น. ผมกับเธอจึงต้องอยู่กันตามลำพังเกือบ 1 ชั่วโมง บ่อยครั้งที่ผมทำลายความเงียบโดยส่งบทสนทนาไปให้ แต่การตอบรับด้วยคำไม่กี่คำราวกับไม่ใส่ใจทำให้บทสนทนานั้นหมดอายุขัยโดยปริยาย

หมางเมิน..ใช่…อาการหมางเมินของหญิงสาวเริ่มต้นเมื่อประมาณ 1 ปีก่อน พร้อมๆ กับที่ผมเปลี่ยนสถานภาพจากคนมีครอบครัวมาเป็นพ่อหม้าย ระหว่างเราเหมือนมีกำแพงแก้วขวางกั้นอยู่ตลอดเวลา ความอึดอัดก่อตัวขึ้นท่วมท้นจนทำให้เราปฏิบัติต่อกันราวกับคนแปลกหน้า

อะไรทำให้เป็นเช่นนี้ อาจเพราะเธอคิดว่าผมไม่ใช่คนที่ “ปลอดภัย” สำหรับเธอแล้วก็ได้ ชีวิตคู่ที่ล้มเหลวด้วยข้อกล่าวหาว่านอกใจภรรยา กับ 1 ปีที่เป็นพ่อหม้ายลอยไปลอยมา ในสายตาของหญิงสาวอาจหมายถึงอันตรายที่ควรระมัดระวังตัว

น่าเศร้าที่หญิงสาวผู้ไม่ไว้ใจในตัวผมคนนี้ คือคนที่ทำให้ผมคิดถึงการเริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่

และผมรู้ตัวว่ารักเธอมากจริงๆ

 

รอยแตกร้าวระหว่างผมกับดาริกาค่อยๆ เผยให้เห็นหลังจากที่ผมไปร่วมวงสนทนากับเพื่อนเก่าในคราวนั้น

โลกที่เคยมีแค่บ้านกับโรงพิมพ์ถูกผมแต่งเติมด้วยสถานที่แปลกใหม่ไม่เว้นวัน ผมเข้าไปคลุกคลีตีสนิทกับสีสันของชีวิตที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เฉกเช่นผีเสื้อที่คลี่ปีกบินสู่โลกกว้าง ระเริงเล่นดอกไม้งามไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยโดยไม่เคยหวนกลับเข้าไปอยู่ในรังที่ห่อหุ้มร้อยรัดตนเองอีก

กระนั้น ธรรมชาติของผีเสื้อช่างบอบบางและอายุสั้นยิ่งนัก

แม้ช่วงแรกดาริกาจะวางเฉยกับความเปลี่ยนแปลงของผม แต่นานวันระดับความอดทนคงถึงขีดจำกัด เราเริ่มมีปากเสียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง แม้แต่ขณะนั่งดูข่าวโทรทัศน์เรื่องการบ้านการเมือง บางครั้งเมื่อการถกเถียงเริ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ เสียงของคนในข่าวที่พูดจาพาดพิงกันจะถูกเร่งให้ดังขึ้นเพื่อกลบเสียงทะเลาะเบาะแว้งไม่ให้คนอื่นในบ้านได้ยิน

จนวันหนึ่งสิ่งที่ผมหวาดหวั่นก็เกิดขึ้น หลังจากอดทนกับพฤติกรรมของผมมาเนิ่นนาน เฝ้ามองอดีตรุ่นพี่ที่เคยรักและเอาใจใส่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ดาริกาได้เอ่ยถามผมว่ากำลังนอกใจเธอหรือเปล่า

ผมรู้ว่านี่ไม่ใช่แค่คำถามที่ต้องการคำตอบ แต่เธอกำลังมั่นใจ ถึงจะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนความคิดเธอได้

1 เดือนจากนั้น ผมกับดาริกาหย่าร้างกันอย่างเป็นทางการ

 

เช้าวันนี้แตกต่างจากวันอื่น…

ตลอดหลายวันที่ผ่านมาผมเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงเรื่องของผมกับเธอ ผมเบื่อความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นท่วมท้นระหว่างเรา เบื่อกำแพงแก้วที่ขวางกั้นไม่ให้ผมกล้าทำตามความรู้สึกของตนเอง และเบื่อที่มัวแต่กังวลว่าอาจต้องสูญเสียเธอไปจริงๆ

1 ปีแห่งชีวิตล่องลอยทำให้ผมรู้แล้วว่าโลกคับแคบซ้ำซากที่ผมเคยวิ่งหนีมันไปนั้นช่างว่างเปล่าเบาหวิวยิ่งนักเมื่อขาดอะไรบางอย่าง ทุกเหตุผลผลักดันให้ผมตัดสินใจได้ในที่สุดว่าจะเปิดโอกาสให้ตนเองได้เริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่เสียที

เวลา 07.00 น. ผมเห็นดาริกายืนอยู่หน้าโรงพิมพ์

 

ศราทร
ดิฉัน, มิถุนายน 2551

1.5-poetry : scene at the seaJuly 4, 2008 4:55 pm

          ฟังนิทานนทีที่แสนเศร้า
          เรื่องเจ้าชายสายน้ำสะท้อนเงา
          แห่งเจ้าหญิงพระจันทร์ผู้ผันแปร

          ห่างไกลให้แสนห่วง…โอ้ดวงใจ
          ในนามความหวั่นไหวในกระแส
          ล่องลอยรักเปี่ยมล้นเพื่อดูแล
          ผูกพันพระจันทร์แม้จะห่างไกล

          ริ้วคลื่นรอคอยร้อยขอบฟ้า
          กลมกลืนผืนอาณาชลาศัย
          หลังสิ้นแสงร้อนแรงแห่งรำไพ
          ดวงจันทร์ดั่งดวงใจได้กลับคืน

          ให้ลอยดวงล่วงดึกด้วยลึกซึ้ง
          ด้วยลีลาตราตรึงตามริ้วคลื่น
          อ้อมแขนกว้างโอบกอดอันกลมกลืน
          เจ้าชายสายน้ำชื่นในคืนงาม

          นัดเจ้าหญิงพระจันทร์ก่อนพรากจาก
          ไม่คิดมากเงื่อนไขคอยไถ่ถาม
          จันทร์เจ้าเคลื่อนลับกับฟ้าคราม
          ทะเลโล้คลื่นลามไปอำลา

          แต่คืนเวียนเปลี่ยนผ่านการแปรผัน
          เจ้าหญิงจันทร์มาเยือนค่อยเบือนหน้า
          ส่องแสงรักเลือนรางดั่งร้างรา
          หรือถึงคราอ้อมแขนทะเลคลาย

          กระทั่งไม่เห็นเจ้าในเงาฟ้า
          ทะเลห่วงมองหาจนใจหาย
          จนล่วงพ้นค่ำคืนความเดียวดาย
          ต้องกลายเป็นเจ้าชายสายน้ำตา

          เป็นเช่นนี้เรื่อยไปไม่รู้จบ
          ให้ทบทวนนิทานปรารถนา
          สุข-เศร้าเราในโลกกาลเวลา
          จะมาเยือนอีกคราทุกอารมณ์

          ฉันแขวนด้ายปรายดาวเป็นราวเปล
          นอนฟังเสียงคลื่นเห่ให้ฟ้าห่ม
          มีละครค่ำคืนให้ชื่นชม
          หลายหลากฉากอารมณ์ช่างกลมกลืน

 

                                   ศราทร
                                   มติชนสุดสัปดาห์, 2543

1.5-poetry : scene at the seaJune 18, 2008 11:41 am

          ระยิบระยับวับวามตามริ้วคลื่น
          สะท้อนแสงแห่งตะวันอันกลมกลืน
          โพ้นฟ้าผืนสมุทรดุจเดียวกัน

          ไขว่คว้าจินตนาการจากท้องทะเล
          ในอารมณ์แรมเร่ ในแรงฝัน
          ในสายลมเริงพลิ้วเริ่มผูกพัน
          ในใบสนไหวสั่นสายลมไกว

          บนเส้นทางจินตนาการได้พานพบ
          หนึ่งทำนบน้ำตาน่าหลงใหล
          เหม่อมองเส้นขอบฟ้าที่แสนไกล
          หรือใจลอยลับไปไกลกว่านั้น

          คือสาวนัยน์ตาเศร้าบนหาดทราย
          ผู้ต่างพรรณผิวกายกับตัวฉัน
          จากอีกฝั่งฟากฟ้า, ทะเล, จันทร์
          สู่ฝั่งใจเดียวกัน ณ แดนไกล

          เนิ่นนานริมฝั่งน้ำตามลำพัง
          หรืออยู่ในภวังค์ความหวั่นไหว
          หญิงสาวนัยน์ตาเศร้า…ใครเข้าใจ
          แม้คลื่นลมคอยโอบไล้ทุกเวลา

          วานลมช่วยบอกทียังมีฉัน
          บนฝั่งความใฝ่ฝัน อย่าหวั่นผวา
          ขอเพียงได้ปลอบใจด้วยสายตา
          ไม่เหนือความแปลกหน้าไปกว่านี้

          เรามองดวงตะวันเดียวกันไหม
          บนดินแดนห่างไกลไร้แสงสี
          มีเรื่องราวเก่าเก่าเท่าที่มี
          มีเวลาจากนี้นิจนิรันดร์

          หญิงสาวนัยน์ตาเศร้าบนหาดทราย
          คำทักทายจากชายนัยน์ตาฝัน
          เราดื่มกินจินตนาการไปด้วยกัน
          หลังผ่านการแปรผันหมื่นพันทะเล

 

                                   ศราทร
                                   มติชนสุดสัปดาห์, 2543

4-thoughtJune 4, 2008 4:38 pm

AP

          เขียวก็แล้ว…
          ปิดประตูตีแมวแล้วตายไหม
          รู้แต่ว่าเห็นแววอยู่ไวไว
          อะไรหลังจากนี้จะดีงาม

          เหลืองก็แล้ว…
          ชวนกันชักแถวตอบคำถาม
          เห็นในสิ่งที่ชอบแต่ในนาม
          หรือชอบสิ่งงดงามจะตามมา

          เดินสู่ระบอบ…
          ไหนล่ะคำตอบที่ค้นหา
          คืนสู่ครรลองกันอีกครา
          หรือคืนราคาให้พวกใคร

          กี่ครั้ง?
          เรามีความหวังกันครั้งใหม่
          สุดท้ายความจริงที่เป็นไป
          ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

 

                                   ศราทร
                                   พฤษภาคม 2551

 

ภาพ : AP

1.5-poetry : scene at the seaMay 30, 2008 5:45 pm

          ฟ้าร่ำร้องคำรนฝนกระหน่ำ
          จิตรกรบรรยากาศวาดสีดำ
          ในคืนค่ำน้ำสาดทั่วหาดทราย

          นิ่งอยู่ในเพิงพักตามลำพัง
          นอนฟังเสียงฝนสาดไม่ขาดสาย
          หล่นลงเคาะหลังคามาทักทาย
          "สวัสดี ความเดียวดาย" จากชายทะเล

          ตื่นนอนในตอนเช้ายังหนาวสั่น
          ฝนแห่งอันดามันช่างหันเห
          หนาวละอองหยดหยาดลงสาดเท
          หนาวลมพัดใจเพพเนจร

          หรือคือความเงียบเหงาเฝ้าค้นหา
          คืออารมณ์อ่อนล้าคราเหนื่อยอ่อน
          อยากมีใครเคียงข้างในบางตอน
          หลังม่านมหานคร-ทะเลทุรน

          ก้าวฝ่าสายฝนสาดหยาดละออง
          ลงนั่งมองท้องน้ำสีครามข้น
          บนผืนทรายชายฝั่งกระแสชล
          พร้อมใบสนหล่นคว้างซบลานทราย

          ไม่มีใครสักคนบนชายฝั่ง
          เบื้องหลังบรรยากาศอันหลากหลาย
          ท่ามสายฝน, ใบสนที่หล่นราย
          มีน้ำตาผู้ชายได้หลั่งริน

          มาจากห้วงอารมณ์อันใดเล่า
          หรือความเศร้าสุดท้ายได้สูญสิ้น
          หรือคือความชอกช้ำที่ชาชิน
          จึงแว่วยินเสียงสะอื้นอยู่ภายใน

          ฉับพลัน…น้ำฟ้าได้ลาลับ
          น้ำตาจะเนื่องนับไปทางไหน
          ฉับพลัน…แสงตะวันส่องรำไร
          ดวงตาจะสดใสได้หรือยัง

          หยิบใบสนเรียงร้อยเป็นถ้อยคำ
          บนพื้นทรายทรงจำเปี่ยมความหลัง
          ให้จารึกอารมณ์อันจีรัง
          เป็นบทกวีแห่งความหวัง ณ ฝั่งทะเล

 

                                   ศราทร
                                   มติชนสุดสัปดาห์, 2543

1.5-poetry : scene at the seaMay 24, 2008 12:12 pm

          ฉันคือคนแปลกแยกและแปลกหน้า
          ผู้ล่องเรือโดยสารกาลเวลา
          สู่มหาละอองท้องทะเล

          อยู่บนเรือแล่นไปวันไร้แดด
          ไร้แสงประกายแสดดูว้าเหว่
          ครึ้มคล้ายมีเมฆคลุมอุ้มฝนเท
          คืออารมณ์ทะเลบางเวลา

          อยู่บนเรือแล่นไปวันไร้คลื่น
          ทุกย่างเรือเย็นรื่นยังเริงร่า
          เห็นเกาะไกลลิบลับกับสายตา
          วานลมบอกข่าวว่า…ฉันมาไกล

          มาให้เกาะห่างไกลได้เห่กล่อม
          ให้อุ่นลมโอบล้อมยามหลับไหล
          ให้เสียงคลื่นสาดครวญคล้ายเสียงใคร
          กระซิบคำปลอบใจให้คนจร

          ค่อยเคลื่อนเลื่อนลอยเหนือลำน้ำ
          สีครามฟ้าครึ้มสู่สิงขร
          อีกไม่นานหรอกหนาจะลงนอน
          ให้ผืนทรายเซาะซอนความอ่อนล้า

          ให้ผืนทรายร่ายกลอนการต้อนรับ
          เป็นสรรพสำเนียงพร่ำรำพันว่า
          ฟากฟ้ามหาสมุทรสุดสายตา
          มีมากพอเสาะหาความสามัญ

          เชิญเสาะหาความสามัญอันมีอยู่
          ระหว่างคู่ความจริงและความฝัน
          จริง, คือความวุ่นวายไม่เว้นวัน
          ฝัน, คือความเงียบงันอันงดงาม

          ลอยอยู่กลางลำน้ำความนึกคิด
          ในนาวาชีวิตเกิดคำถาม
          ระหว่างเมืองว้าเหว่-ทะเลคราม
          ใครหาความเงียบงามได้ตามใจ

 

                                   ศราทร
                                   มติชนสุดสัปดาห์, 2543

1-poetryMay 12, 2008 5:35 pm

          ระหว่างเดินข้ามคืนซึ่งชื้นฝน
          บนถนนนองน้ำดูเหน็บหนาว
          คล้ายผ่านการเดินทางช่างนานยาว
          เจ้าเหนื่อยล้ารานร้าวบ้างหรือไร

          ดวงไฟสาดแสงเศร้าเงาสะท้อน
          หนึ่งเม็ดฝนหล่นซ้อนจนอ่อนไหว
          กระเพื่อมกายพรายพลิ้วเพียงพริบใจ
          ก่อนนอนนิ่งอิงไอแสงไฟนั้น

          คล้ายการได้ผ่อนพักหลังพลัดพราก
          จากฟ้าฝากฝนผ่านการแปรผัน
          พรมพรำผ่านค่ำคืนอันเงียบงัน
          หรือระหว่างกลางวันอันวุ่นวาย

          เจ้าผ่านหมู่เมฆมากี่ฟ้าฟาก
          พลัดพรากจากรุ้งสีกี่เส้นสาย
          กี่ตึกรามบ้านเรือนที่เรียงราย
          มีใครคอยทักทายและทัดทาน

 

          ฉันผ่านมาพบพานเจ้าพรายน้ำ
          กับคำถามมากมายให้สืบสาน
          เพื่อใคร่ครวญคุณค่าปรากฏการณ์
          แห่งชีพหนึ่งยาวนานผ่านหนาวร้อน

          บทบาทวิถีทางดูอ้างว้าง
          อดีตร่างฟ้า, ฝน คงทอดถอน
          หรือเจ้ามีสุขใจไม่อาทร
          พักกายก่อนแรมรอนยามอรุณ

          อาจมิใช่การเดินทางครั้งสุดท้าย
          ระเหยสายหายไปในแดดอุ่น
          ลอยหมู่ไอละอองเมฆละมุน
          สู่ครรลองเคยคุ้นอีกครั้งครา

          เจ้าได้แปรเปลี่ยนนามตามรูปลักษณ์
          ท่องในอาณาจักรอันแปลกหน้า
          อาจร้างจางจิตใจและวาจา
          เจ้าลับลาแล้วเขาคงลืมเลือน

          อาจไร้ใครใส่ใจในตัวเจ้า
          เส้นทางแสนเงียบเหงาไร้เงาเพื่อน
          ฟ้า, ฝนยังตอกย้ำการมาเยือน
          วัน, เดือนแห่งฤดูแม้เดียวดาย

 

          รำพึงเพียงลำพังหลังฝนพรำ
          ขณะเท้ายังย่ำไปไร้จุดหมาย
          บทบาทวิถีเก่ารองร่างกาย
          ฉันผ่านมาทักทายเจ้าพรายน้ำ

          พักเถิดเจ้า พักผ่อนก่อนฟ้าสาง
          ฉันขอท่องเส้นทางแห่งคำถาม
          ระหว่างคืนรอคอยรอยฟ้าคราม
          คงจะมีสักยามได้หยุดพัก

 

                                   ศราทร
                                   มติชนสุดสัปดาห์, สิงหาคม 2542

5-inspirationMay 6, 2008 1:28 pm

บ่ายวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2541

ขณะนั่งเอ้อระเหยอยู่บนชั้น 4 ของตึก 9 ชั้นย่านประชานิเวศน์ พี่คนหนึ่งซึ่งประจำกองบรรณาธิการมติชนสุดสัปดาห์แวะมาบอกข่าวที่ทำให้อึ้งไปชั่วขณะ

สุริยฉัตร ชัยมงคล…เสียชีวิตเมื่อคืนวาน

พ้นจากอาการอึ้งเป็นความรู้สึกเศร้า

ทั้งที่ไม่เคยรู้จักเป็นส่วนตัว แต่ผู้จากไปคือบุคคลที่ผมชื่นชมไม่ว่าจะในฐานะ “นักแปล” หรือ “กวี”

กล่าวได้ว่าในช่วงเริ่มต้นเขียนงานร้อยกรอง หรือกระทั่งบัดนี้ บทกวีของสุริยฉัตร ชัยมงคล มีอิทธิพลต่อผมมากกว่าใคร

ส่วนงานแปลมหากาพย์ “โอดิสซี” คือหนังสือเรื่องยิ่งใหญ่ที่ผมได้อ่าน และมีประโยชน์ต่องานวิจารณ์ภาพยนตร์ในเวลาต่อมา เช่นเดียวกับ “วอลเดน” ของ เฮนรี่ เดวิด ธอโร ซึ่งผมวางประจำไว้ตรงหัวนอน

 

เสถียร จันทิมาธร บอกเล่าไว้ในบทบรรณาธิการมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 12-18 พฤษภาคม 2541 ใจความตอนหนึ่งว่า

“วันที่ 29 เมษายน 2541 จดหมาย ถนอม ไชยวงษ์แก้ว เดินทางจากเชียงใหม่มาถึงสำนักงานย่านประชาชื่น

เนื้อความในจดหมายเป็นดังนี้ :

          ส่งงานมาให้พิจารณาอีก มีของ สุริยฉัตร ชัยมงคล ฝากผมมาให้พี่ 2 ชิ้น

          เขามาเที่ยวบ้านผมกับสาวๆ

          ผมกำลังเขียนบทกวี

          เขาถามผมว่า จะส่งไปที่ไหน

          ผมบอกเขาว่า จะส่งมาให้พี่

          เขาก็ขอกระดาษ ปากกาผม ลงมือเขียนฉับๆๆ

          เสร็จแล้วก็บอกว่า ผมฝากไปด้วยคน เขากำลังอยู่ในภาวะของคนอกหัก งานจึงออกมาอย่างนั้น แต่สวยมากนะครับ

          รัก

          ถนอม ไชยวงษ์แก้ว

          ป.ล. ส่วนงานของผมกว่าจะหลุดออกมาอย่างที่ใจตัวเองต้องการ หืดขึ้นคอเกือบทุกชิ้น แต่ก็ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ คือพอใจมากๆ

 

ตามปรกติ สุริยฉัตร ชัยมงคล จะส่งต้นฉบับด้วยการพิมพ์ดีดเรียบร้อย

ครานี้มาเป็นลายมือ และมีลายเซ็นมาด้วย

เขียนบนกระดาษปอนด์สีขาว อย่างที่เรียกกันว่าเป็นกระดาษปอนด์สำหรับวาดเขียนหรือเขียนรูป

แน่นอน เป็นกระดาษจาก ถนอม ไชยวงษ์แก้ว อย่างไม่ต้องสงสัย

อ่านต้นฉบับของเขาก็พอใจและส่งชิ้นแรก “ราคา” ไปลงในหน้า “กวี/กระวาด” กะจะให้ตีพิมพ์ตั้งแต่ฉบับประจำวันที่ 5 พฤษภาคม 2541

แต่มีปัญหาทางเทคนิคเล็กน้อย จึงเลื่อนมาในฉบับนี้

เป็นการเลื่อนจากที่กำหนดเอาไว้ในตอนต้นๆ มาลงในหน้า “กวี/กระวาด” ตรงกับคอลัมน์ของ นิวัติ กองเพียร พอดี

แปลกยิ่งนัก แปลกอย่างเหลือเชื่อ

ตอนสายๆ ของวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2541 นิวัติ กองเพียร ก็เข้ามาบอกว่า สุริยฉัตร ชัยมงคล ตายแล้ว

ตายเพราะโรคมะเร็งที่ตับเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2541

…………..”

ด้านบนเป็นภาพประกอบบทบรรณาธิการดังกล่าว คือต้นฉบับลายมือบทกวีชื่อ “ราคา” พร้อมลายเซ็นของ สุริยฉัตร ชัยมงคล

หากพลิกไปที่หน้า 74 ในมติชนสุดสัปดาห์เล่มเดียวกัน จะเจอบทกวีบทนี้ล้อมกรอบอย่างสงบสวยงามใต้หัวคอลัมน์ กวี/กระวาด

ไม่น่าเชื่อว่านับจากวันนั้นจะผ่านมาแล้วถึง 10 ปี

 

สุริยฉัตร ชัยมงคล เคยมีหนังสือรวมบทกวีออกมาเล่มหนึ่งในชื่อ “พันธนาการดอกไม้” (สนพ.ดอกหญ้า, 2528)

เสียดายที่จนบัดนี้ผมก็หาซื้อไม่ได้

 

 

หมายเหตุ

- อ่านบทสัมภาษณ์สุริยฉัตร ชัยมงคล 20 หน้าเต็ม ในนิตยสาร writer ฉบับเดือนมกราคม 2538

- ผลงานส่วนหนึ่งของสุริยฉัตร ชัยมงคล (คัดจาก writer ฉบับเดียวกัน)

          งานแปล

          1.พรากจากแสงตะวัน (Out of Africa)
          2.รูปเงาบนพรมหญ้า (Shadows on the Grass)
          3.ผู้ครองฟ้า (Mythology)
          4.โอดิสซี (Odyssey)
          5.วอลเดน (Walden)
          6.รุไบยาต : มณีปัญญาแห่งบูรพทิศ
          7.คัมภีร์แห่งห่วงทั้ง 5 (Book of 5 Rings)
          8.บุรุษผู้มั่งคั่งที่สุดในบาบิโลน (The Richest Man in Babylon)
          9.ผู้เปลี่ยนแปลงโลก (They Changed Our World)
          10.สุดยอดแห่งความเร้นลับ (The Greatset Mysteries of the World)
          11.มิติดำ (Dead Zone)
          12.ชุดปาฏิหาริย์ของ อ็อก แมนติโน (ชุด "กำลังใจ) (The Greatest)
          13.ของขวัญจากดวงดาว (A Gift from Acabar)
          14.ชั่วนิรันดร์ (Tuck Everlasting)
          15.เพลงฝันรัตติกาล (Prose and Poems)
          16.สปาร์ตาคัส (Spartacus)
          17.มูซาชิ (Musachi)

          บทกวี

          1.พันธนาการดอกไม้

          รวมเรื่องสั้น

          1.ออกทะเล (สนพ.ต้นอ้อ, 2539)

1-poetryMay 1, 2008 10:18 am

When you walk through a storm
Hold your head up high
And don’t be afraid of the dark
At the end of the storm
Is a golden sky
And the sweet silver song of a lark

Walk on through the wind
Walk on through the rain
Tho’ your dreams be tossed and blown
Walk on, walk on
With hope in your heart
And you’ll never walk alone
You’ll never walk alone

 

          เดินฝ่าพายุโหดร้าย
          เงยหน้าท้าทาย
          หวั่นไยในความมืดมน

          ฟ้าทองรอเธอสู้ทน
          พายุผ่านพ้น
          นกน้อยร้องร่ำลำนำ

          เดินฝ่าสายลมโหมกระหน่ำ
          ฝ่าพ้นฝนพรำ
          แม้ฝันโปรยปรายปลิวไป

          ย่ำเดินอย่าได้หวั่นไหว
          ด้วยหวังในใจ
          เธอจะไม่เดินเดียวดาย

 

                              ศราทร
                              Starpics Music Edition, มิถุนายน 2544

1-poetryApril 21, 2008 5:46 am

          นั่งพักใต้ร่มต้นไม้ใหญ่
          คล้ายอยู่ในอ้อมโอบโลกทั้งโลก
          เงียบ…ยินแม้ใบไม้โบก
          ไต่ถามเรื่องราวทุกข์โศกของฉัน

          สุมไฟกองย่อมย่อม
          แล้วอังไออุ่นห้อมกองไฟนั้น
          ไม้แห้งร้อนแตกดังกังวานพลัน
          สนั่น…สะกิดในสำนึก

          เพ่งมองสายควันเทาลอยอ้อยอิ่ง
          ดั่งความจริงค่อยค่อยคล้อยลงลึก
          หนึ่งสายควันเสียดในนัยน์ผลึก
          ให้ฉันได้ตรองตรึกในน้ำตา

          และก่อนควันเทาทางจะจางหาย
          หนึ่งใบไม้แห้งตายก่อนกลายค่า
          ร่วงสวนทางควันเทาแล้วเอ่ยลา
          ก่อนซบผืนดินทาอดีตธาร

          สายควันนั้นจางลับไปนานแล้ว
          ใบไม่แคล้วเพียงแค่ผู้เคยผ่าน
          เศษเล็กน้อยส่วนหนึ่งในตำนาน
          ซึ่งไม่เคยจดจารลานดินใด

          ฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตาเปื้อน
          ให้มันได้ลบเลือนไม่รินไหล
          เขี่ยใบไม้ใบนั้นเข้ากองไฟ
          นึกถึงความเป็นไปของตนเอง

 

                                   ศราทร
                                   สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์, เมษายน 2541

1.1-poetry : free verseApril 14, 2008 11:41 am

          นานเท่าไรแล้ว
          ที่ฉันได้มายืน ณ ที่ราบลุ่มริมแม่น้ำ
          ห้อมล้อมด้วยฝูงชนมากมาย
          ใครจะบอกฉันได้…

          เบื้องหน้า
          สายน้ำสายกว้างวางร่างด้วยอาการสงบ
          ดั่งไร้เล่ห์เพทุบาย และไร้มนต์มายา
          มีเพียงการไหลนิ่งไปในทิศทางเดียวกัน
          บางครั้งดูขุ่นหมอง
          แต่บางครากลับเป็นกระแสใส สวยงาม
          ไหลเรื่อยสู่เวิ้งเบื้องหน้ามิรู้สิ้นสุด

          ที่นั่น
          ริ้วน้ำเต้นระริกต้องแสงแห่งเวลา
          ทั้งเจิดจ้ายามกลางวัน และนุ่มนวลยามกลางคืน
          ใครจะอดใจได้…
          ที่จะไม่ก้าวสู่ทางเท้าทอดขนานสายน้ำ
          ยังเวิ้งงดงามซึ่งคล้ายอยู่ไม่ไกลเกินคว้า

          แต่ขณะฝูงชนทยอยเดินทางสู่จุดหมาย
          ฉันยังคงยืนนิ่ง เพ่งมองสายน้ำ
          และรู้สึกถึงความแปลกหน้าของมัน
          หรือเพราะสายน้ำเบื้องหน้าฉันวันนี้
          มิใช่สายเดียวกับที่เคยผ่านไปเมื่อวันวาน

          ฉันหันมองโค้งคุ้งซึ่งสายน้ำได้ไหลเลี้ยวผ่าน
          และตัดสินใจก้าวไปบนทางรกเรื้อที่ไม่เคยมีใครเหยียบย่ำ
          และคงไม่มีใครใส่ใจ

          บัดนี้
          ระหว่างทางสู่ต้นธาร
          กลิ่นอวลแห่งมวลละอองน้ำลอยสูงสู่เบื้องบน
          แทรกสัมผัสใจ-กายฉัน
          ทุกๆ ก้าวเพียงลำพัง

 

                              ศราทร

1-poetryApril 11, 2008 5:39 pm

เดือนเจ้าลอยดวงอยู่เดียวดาย
ดาริกาข้างกายไปไหนเล่า
เอื้ออวลนวลแสงให้สองเรา
หรือเจ้าเพ็ญจันทร์จะเป็นใจ

 

ศราทร

1-poetryApril 3, 2008 10:17 pm

          คล้ายยังคงหลงค้างทางสายเก่า
          คอยเฝ้าค้นหาใครให้ยึดมั่น
          เป็นฉาก-ช่วงเวลาให้แก่กัน
          ความคุ้นเคยแสนสั้นอันยาวนาน

          ผ่านไปเหมือนไม่เคยเลยผ่านมา
          สบตากันบ้างไหมเมื่อเดินผ่าน
          เราละอองชีวิตของวันวาน
          อาจเหลือเพียงตำนานวันต่อไป

          เพียงเสี้ยววินาทีที่สวนทาง
          หว่านโปรยความเปล่าร้างไว้เท่าไหร่
          ก่อนหันหลังให้กันแล้วลับไกล
          ไร้ที่ว่างในใจให้จดจำ

          เพราะยังคงหลงค้างทางสายเก่า
          กับความเหงาแสนเงียบที่เหยียบย่ำ
          ความรู้สึกสวนทางการกระทำ
          ยินเพียงคำทักทายอยู่ภายใน

 

                              ศราทร

1-poetryMarch 21, 2008 9:45 pm

          แดดบ่ายระบายระเบียงบ้าน
          เอนหลังบนลานรับลมบ่าย
          เคลิ้มเคลิ้มครึ้มฝันพรรณราย
          ใจล่องลอยชายไปนอกชาน

          ตึงตัง! ตัวน้อยทำให้ตื่น
          จิตใจจึงคืนมาเข้าบ้าน
          นั่น เจ้าตัวน้อยเคยหน้าบาน
          สำเริงสำราญหลังเลิกเรียน

          ไยทำหน้างอเยี่ยงม้าหมาก
          เบิกบานบินจากจนเจ้าเปลี่ยน
          ดุ่มเดินวุ่นวายดูวนเวียน
          พ่อมองจนเจียนจะเป็นลม

          จึงเข้าไปหาเพื่อไถ่ถาม
          มีความกับใครจึงขื่นขม
          โอบกอดแก้วตาอย่าเพิ่งตรม
          มาเถิดนั่งรับลมเล่าเรื่องราว

 

                    ตัวน้อยเดินตามมาต้อยต้อย
                    ทำหน้าละห้อยแล้วบอกกล่าว
                    วันนี้คุณครูมีข่าวคราว
                    หนูตาลุกวาวลืมหาวนอน

                    พวกเรานักเรียน ป.๑ ข.
                    ชูคอฟังความคุณครูสอน
                    แสดงลำดับไม่ซับซ้อน
                    ขั้นตอนแต่งตั้งตัวแทนครู

                    ครูเรียกเขาว่า "หัวหน้าชั้น"
                    ชื่อเพียงสั้นสั้นแสนโก้หรู
                    หนูฟังใจสั่นเสียงเกรียวกรู
                    รีบขอคุณครูเป็นผู้แทน

                    พร้อมกับไอ้กลมลูกสมคิด
                    ไอ้ชิต ไอ้พลลูกพ่อแผน
                    หนูคนคบค้ามิขาดแคลน
                    คำนวณคะแนนในคำนึง

                    แต่ผลออกมาหนูพลั้งพลาด
                    ไอ้กลมกินขาดเข้าที่หนึ่ง
                    ฝันสวยกลายเศร้ามาเคล้าคลึง
                    จู่โจมจับถึงขั้วหัวใจ

                    จึงเศร้าเนิ่นนานถึงป่านนี้
                    หนูไม่ดีพอหรือไฉน
                    โดดเด่นไม่ได้เหมือนใครใคร
                    ดาษดื่น, ทั่วไป, ธรรมดา

 

          ลมบ่ายพัดพามาปลอบเจ้า
          รับเศร้าระสายเพื่อรักษา
          โอบไหล่ลูกแอบแนบอุรา
          ให้น้ำตาซึมถึงในทรวง

          แดดราโรยแสงแสดงฟ้า
          พระลบเพลาจะผ่านล่วง
          เศร้าในใจเจ้าไยตักตวง
          มิให้ห้วงยามกลืนลับไป

          ลมกรูกระซิบเพลงเสสรวล
          จึงชี้ชวนลูกชายชมไม้ใหญ่
          ขณะหมู่ใบไม้หลายร้อยใบ
          พร้อมใจพลิ้วกายตามสายลม

          เจ้าเห็นสิ่งใดในเคลื่อนไหว
          เพลงไพรผันผ่านผสานผสม
          กี่ร้อยร่างรายกายกลืนกลม
          เชิญชวนชื่นชมจนชื่นใจ

          ใบใดไหนเล่าเจ้ามองเห็น
          ประดับโดดเด่นดูสดใส
          เช่นกัน เจ้าเห็นใบไม้ใด
          ดูร้างค่าไร้ใครเหลียวแล

          ต่างใบต่างโบกแต่บรรสาน
          แม้ใบด่างด้านผ่านรอยแผล
          คงมุ่งมั่นใจไม่ปรวนแปร
          มิเคยท้อแท้แม้ทุกข์ทน

          ลูกชายของพ่อก็เช่นกัน
          รางวัลรอไว้ให้เริ่มต้น
          เพียงรู้คุณค่าของตัวตน
          เจ้าคือพืชผลอันพริ้งพราย

 

                    สะอื้นสุดท้ายเสียนะเจ้า
                    ปล่อยเศร้าเคล้าคลอล้อลมบ่าย
                    หลับลงสักพักเพื่อผ่อนคลาย
                    แล้วเรื่องเลวร้ายจะกลายดี

 

                                        ศราทร
                                        เนชั่นสุดสัปดาห์, เมษายน 2543

2-short storyMarch 7, 2008 7:01 pm

บ่ายเดือนตุลาคมเมฆครึ้มตั้งเค้าพาดขึงผืนฟ้า บางครายินเสียงฟ้าคำรามอยู่ไกลๆ พ้นจากเมฆทะมึนลงมามองเห็นไม้ใหญ่ยืนนิ่งไร้แรงลมโบกพัด บรรดานกกระจอกและนกพิราบที่เคยโฉบเฉี่ยวตามหลังคาบ้านหรือสายไฟหลบหายไปนานแล้ว เหลือเพียงนางแอ่น 2-3 ตัว บินร่อนบนฟ้าสูงลิบ พวกมันแทบจะกลืนหายไปในผืนเมฆทึบทึมอันเป็นฉากหลังจนต้องสังเกตดีๆ ถึงมองเห็น

บรรยากาศแบบนี้เป็นใครก็ต้องคิดว่าฝนตกแน่ๆ รอแค่เมื่อไรเท่านั้น

ฟ้าร้องครืนๆ อีกครั้งตอนที่โอ๊ตเลื่อนประตูกระจกสีเทาเข้มก้าวออกจากตัวบ้าน ใช้แรงเด็ก 6 ขวบ เตะลูกฟุตบอลหนังที่พ่อซื้อให้ในวันปิดภาคเรียนที่ 1 กลิ้งชนประตูรั้วเสียงดังแคร๊ง! ก่อนที่มันจะกระดอนตุบๆ ลงนอนสงบนิ่งระหว่างขาล้อเลื่อนของโต๊ะปิงปองซึ่งพับเก็บเรียบร้อยตั้งวางอยู่ชิดกำแพงด้านซ้าย เฮอะ! บอลเอย ปิงปองเอย จะให้เล่นกับใครล่ะ โอ๊ตตัดพ้อในใจ ทิ้งตัวลงบนม้านั่งใกล้กับประตูรั้ว

ช่วงเวลาปิดเทอมคือความเงียบเหงาน่าเบื่อสำหรับลูกคนเดียวอย่างโอ๊ต พ่อออกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ ส่วนแม่แม้ไม่ได้ทำงานนอกบ้าน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเพื่อนเล่นให้ลูกชายได้ ยิ่งช่วงบ่ายคือเวลานอนหลับพักผ่อนหลังเสร็จจากงานบ้าน ต้องรอจนแสงแดดส่องผ่านหน้าต่างทางหลังบ้านนั่นล่ะ แม่จึงจะลุกมาเก็บผ้าที่ตากไว้และเตรียมตัวหุงหาอาหาร หรือบางวันแม่อาจพาโอ๊ตออกไปเดินเที่ยวที่ตลาดนัดบริวเณปากทางเข้าหมู่บ้าน โชคดีได้ของเล่นหรือหนังสือการ์ตูนติดไม้ติดมือ จากนั้นอีกไม่นานเกินรอพ่อจึงกลับมา

แต่กว่าจะถึงเวลานั้น โอ๊ตต้องผ่านยามบ่ายอันน่าเบื่อไปให้ได้เสียก่อน

เสียงพูดคุยเอะอะของกลุ่มเด็กผู้ชายสะกิดให้โอ๊ตตื่นจากภวังค์ ที่มาของเสียงอยู่ด้านในซอยลึกจากบ้านโอ๊ตเข้าไป ไม่ต้องเห็นก็รู้ว่าเป็นลูกหลานคนในหมู่บ้านซึ่งจับกลุ่มคบหากันมานาน ทั้งหมดอายุมากกว่าโอ๊ตตั้งแต่ 3-5 ปี ครอบครัวโอ๊ตเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่เพียง 5 เดือน เด็กใหม่อ่อนวัยกว่าจึงไม่เคยกล้าเข้าไปสุงสิงตีสนิท

เสียงเอะอะใกล้เข้ามา-ใกล้เข้ามากระทั่งผ่านหน้าบ้านไป ชั่วเวลาสั้นๆ นั้นโอ๊ตชะเง้อมองกลุ่มเด็กรุ่นพี่ผ่านซี่รั้วเหล็ก เห็นสมาชิก 5 คน เดินเรียงหน้ากระดาน คนสูงที่สุดและน่าจะอายุมากที่สุดอยู่ตรงกลาง ในมือของเขามีปืนกลอย่างที่เคยเห็นในหนังแต่ขนาดย่อมกว่า อีก 2 คนขนาบข้างถือปืนสั้น ส่วน 2 คนริมสุดหิ้วกระป๋องสีใบเล็กแกว่งไปมา มืออีกข้างถือสวิงขนาดใหญ่ที่มีด้ามไม้ยาวเป็นวา พวกเขาพูดคุยในเรื่องที่โอ๊ตจับใจความไม่ได้ เห็นรอยยิ้มกว้างแต้มเสียงหัวเราะ

“ไปไหนกัน” โอ๊ตทะลึ่งพรวดเกาะรั้วตะโกนถามกลุ่มเด็กซึ่งเดินผ่านบ้านไปแล้ว 2 หลัง เสียงหัวเราะพูดคุยสะดุดช่วงลงทันควัน พวกเขาหันมาตามเสียง มองหน้าโอ๊ตด้วยความแปลกใจ ก่อนที่คนโตสุดจะพูดออกมา

“ข้างโรงเรียน”

“ไปด้วยนะ”

เด็กคนนั้นพยักหน้าแทนคำตอบ แล้วทุกคนก็หันกลับไปคุยกันต่อโดยไม่ได้ใส่ใจว่าโอ๊ตจะตามมาหรือเปล่า พวกเขาเดินตรงไปทางหน้าปากซอย โอ๊ตรู้ว่า “ข้างโรงเรียน” ที่กลุ่มเด็กจะไปนั้นอยู่ที่ไหน แต่จะตามออกไปทันทีไม่ได้เพราะต้องขออนุญาตแม่เสียก่อน ถ้าแม่ไม่ให้ออกไปล่ะ โอ๊ตยืนลังเลอยู่นาน

ขณะตัดสินใจเปิดประตูกระจกเข้าบ้าน เสียงหัวเราะของกลุ่มเด็กดังแว่วมา รั้งและเรียกให้โอ๊ตหันหลังกลับแล้วเดินตามออกไป โอ๊ตให้เหตุผลตัวเองว่าถ้ากลับถึงบ้านก่อนแม่ตื่นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เขาไม่อยากนั่งเบื่ออยู่กับบ้าน เขาอยากสนุก อยากยิงปืน

ส่วนจะยิงอะไรนั้น…โอ๊ตยังไม่รู้

 

เสียงฟ้าครืนครั่นเหมือนดังไล่หลังมาติดๆ โอ๊ตแหงนมองเมฆฝนที่แผ่คลุมเบื้องบนแล้วเร่งสาวเท้ายิ่งขึ้น เดินตรงจากบ้านโอ๊ตไปหน้าปากซอยเพียง 200 เมตร จะเจอถนนสายหลัก เลี้ยวซ้ายไปไม่เกิน 500 เมตร เป็นโรงเรียนมัธยมชั้นดีในย่านชานเมืองแถบนี้ ก่อนจะถึงโรงเรียนมีป้ายรถเมล์ซึ่งมีพื้นที่กว้างกว่าปกติสำหรับรองรับนักเรียนตอนโรงเรียนเลิก แต่เวลาบ่ายของวันธรรมดาช่วงปิดเทอมเช่นนี้ป้ายรถเมล์คือสถานที่ร้างไร้ชีวิต

“ข้างโรงเรียน” ที่เป็นจุดหมายของเด็กๆ คือพื้นที่รกร้างกว้างใหญ่ด้านหลังป้ายรถเมล์ มองจากด้านหน้าเห็นหญ้าขึ้นสูงเขียวพรืดตั้งแต่ฝั่งขวามือติดกำแพงโรงเรียน เลยป้ายรถเมล์มาทางด้านซ้ายจรดคลองเล็กๆ ที่ทอดขนานหมู่บ้านและหลังบ้านของโอ๊ต ก่อนถึงคลองมีทางเดินกว้าง 3 ฟุต ตรงเข้าไปสู่ลานดินที่ถูกไถราบขนาดกว้างยาวพอกับสนามบาสเกตบอล พื้นดินยังคงสีเข้มจากฝนตกก่อนหน้านี้ มีแอ่งน้ำกระจายอยู่ประปราย สองฝั่งตามความยาวมีโครงไม้ประกอบเป็นประตูฟุตบอลเล็กๆ วางเค้เก้อยู่ฝั่งละอัน ลึกไปด้านหลังเป็นป่าอ้อครอบคลุมพื้นที่น้ำขัง

ตรงทางเดินริมคลองโอ๊ตเห็นเด็ก 2 คน ถือสวิงสอดส่ายสายตาไปตามพงหญ้า อีกคนหนึ่งก้มๆ เงยๆ อยู่ใกล้กัน กระป๋องสี 2 ใบ วางอยู่ข้างทางเดิน ส่วนเด็กที่อายุมากสุดกับเพื่อนอีกคนอยู่บริเวณสนาม กำลังลากประตูฟุตบอลมาวางซ้อนกันแล้วเอาแผ่นไม้กระดานวางกั้นไว้ด้านหลัง

ก่อนที่โอ๊ตจะตัดสินใจเดินไปทางไหน หนึ่งในเด็กที่ถือสวิงเอ่ยเรียกโอ๊ตเบาๆ เหมือนกลัวใครได้ยิน

“เฮ้ย มึงน่ะ” โอ๊ตหันมองตามเสียง ไม่คุ้นเคยกับสรรพนามที่ถูกเรียกนัก

“มาช่วยกันหาหน่อย”

“หาอะไรล่ะ”

“ตั๊กแตน แมลงปอ หรือแมลงอะไรก็ได้ที่ตัวใหญ่ๆ”

โอ๊ตพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยมั่นใจ เขาไม่เคยจับแมลงเองมาก่อน พวกมันมีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์เหมือนแมลงสาบที่โอ๊ตเคยเจอในห้องครัว เขาเคยคิดกระทั่งว่าโลกไม่จำเป็นต้องมีสัตว์จำพวกนี้ ควรมีกองทัพปราบเดรัจฉานน่ารังเกียจให้หมดสิ้น แต่สถานการณ์ขณะนี้เขาไม่ควรปฏิเสธ ไม่อย่างนั้นเขาอาจถูกไล่ไม่ให้ร่วมกลุ่มไปตลอด

ขณะโอ๊ตกำลังหันรีหันขวางว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เด็กคนที่ไม่มีสวิงเดินมาเปิดกระป๋องสีที่วางอยู่ใกล้เท้าโอ๊ตแล้วรีบโยนตั๊กแตนสีน้ำตาลลงไป ชั่ววินาทีนั้นเองโอ๊ตเห็นแมลงถูกขังอยู่ในกล่อง 5-6 ตัว เขาพอจะเดาได้แล้วว่าเด็กกลุ่มนี้เล่นอะไรกัน เขาเริ่มรู้สึกอยากมีส่วนร่วม

แต่โอ๊ตต้องช่วยหาเหยื่อให้ได้เยอะๆ เสียก่อน

 

“ได้เยอะรึยังวะ” เสียงพี่ใหญ่ตะโกนมาจากสนาม “ได้แค่ไหนเอามาก่อนก็ได้ เดี๋ยวฝนตก”

โอ๊ตและกลุ่มหาเหยื่อ 3 คน คือ อาร์ม วิน และนัท คว้ากระป๋องสีเดินไปหาเจ้าของเสียง ระหว่างเดินก็แง้มฝาดูสิ่งมีชีวิตตัวเล็กที่ต่างกำลังตะเกียกตะกายหาทางออก สีหน้าของเด็กแต่ละคนดูตื่นเต้นเริงร่า โดยเฉพาะโอ๊ตผู้ยังใหม่ในเรื่องนี้

 มาถึงสนามแล้วทุกคนเหมือนรู้หน้าที่ อาร์มล้วงม้วนเชือกป่านออกจากกระเป๋ากางเกง ส่วนวินหยิบคัตเตอร์ในกระเป๋าเสื้อโปโลโยนลงบนพื้นข้างกระป๋องสี ทั้งห้าคนผลัดกันตัดเชือกยาวราว 1 ฟุต ล้วงจับแมลงในกระป๋องทั้งตั๊กแตนที่ถูกหักขา แมลงปอถูกเด็ดปีก รวมกันได้ 18 ตัว แถมด้วยด้วงอีก 1 ตัว ที่นัทเล่าว่าบินหลงเข้าไปในบ้านเมื่อคืนก่อน พวกมันถูกคล้องด้วยห่วงเชือก ดึงให้แน่นพอให้ไม่หลุดหนี ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรวดเร็วโดยที่โอ๊ตได้แต่นั่งมอง

แมลงทั้ง 19 ตัว ถูกนำไปผูกห้อยไว้กับคานประตูอันที่วางซ้อนอยู่ด้านบน เรียงกันสูงบ้างต่ำบ้าง ขาแมลงที่กวัดไกวดิ้นรนกลางอากาศทำให้เชือกส่ายไหว ตัวที่มีแรงมากอย่างตั๊กแตนเชือกก็ไหวแรงตามไปด้วย บางตัวหมุนควงสว่านไม่ได้หยุด ส่วนเชือกของแมลงปอดูสงบนิ่งกว่า เห็นเพียงปลายหางของมันที่ม้วนงอเข้าออก

เด็กอายุมากสุดถือปืนเดินส่ายอาดๆ หยุดยืนห่างจากเป้าหมายไม่เกิน 10 เมตร

“คนละห้านัดเหมือนเดิมนะเว้ย” เขาประกาศเสียงดัง

“แม่นไม่กลัว กลัวช้าว่ะไอ้ชัย” บิ๊กตะโกนแซว เด็กที่เหลือหัวเราะร่วน ชัยหันกระบอกปืนทำท่าเล็งมาทางพวกเขาจนวงแตก

“มึงคนสุดท้ายนะ” ชัยบอกสมาชิกใหม่ โอ๊ตพยักหน้ารับ

ปืนของชัยเป็นปืนกลสั้น ขนาดไม่ใหญ่เกินไปสำหรับเด็ก โอ๊ตเห็นแล้วทั้งอยากได้และอยากลองยิง เขาไม่รู้จักของเล่นเหมือนจริงพวกนี้ พ่อกับแม่ซื้อให้แต่ปืนพลาสติกที่ส่งเสียงและมีไฟกะพริบเวลาเหนี่ยวไก ไม่มีลูกกระสุนพุ่งออกมาเหมือนปืนจริง โอ๊ตจึงไม่เคยต้องหาเหยื่อไว้เป็นเป้า

“ปัง!” เสียงดังจนโอ๊ตสะดุ้ง ไม่ใช่เสียงปืน แต่เป็นเสียงเม็ดกระสุนพลาสติกสีเหลืองกระทบแผ่นไม้กระดาน นัดแรกของชัยไม่เข้าเป้า เพื่อนๆ โห่ฮากันพอหอมปากหอมคอ ชัยทำหน้าไม่ยี่หระ ยกปืนขึ้นเล็งอีกครั้ง

หลังสิ้นเสียงลั่นไกดัง “ปุ้ง” เชือกห้อยตั๊กแตนเส้นหนึ่งสะบัดไปทางด้านหลังส่งสัญญาณให้รู้ว่าเข้าเป้า เหยื่อสีน้ำตาลตัวขาดสองท่อนหลุดหล่นลงบนพื้น ชัยหันมายักคิ้วให้พรรคพวก ยกปากกระบอกปืนขึ้นเป่าราวกับเพิ่งเสร็จจากการดวล

โอ๊ตตะลึงกับภาพที่เห็น เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าหากยิงโดนแล้วจะเป็นอย่างไร อานุภาพของปืนรุนแรงเหลือเกิน ส่วนชัยยิงได้แม่นมาก โอ๊ตตื่นเต้นเมื่อคิดว่าอีกไม่นานจะได้ยิงบ้าง แต่ใจก็หวั่นว่ามือสมัครเล่นอย่างเขาจะยิงไม่ถูกเป้าหมาย

3 นัดที่เหลือของชัยสังหารเหยื่อไปอีก 2 ตัว เป็นตั๊กแตนและด้วงโชคร้าย ตัวหลังนี้กระสุนทะลุลำตัวโดยยังห้อยค้างอยู่กับเชือก ก่อนที่บิ๊กจะยิงเป็นคนต่อไป อาร์ม วิน และนัทเก็บซากแมลงทั้ง 3 ตัว มากองรวมกัน เผาด้วยน้ำมันไฟแช็กและไม้ขีดไฟที่เตรียมมา ไฟลุกพรึ่บตามด้วยเสียงเฮของเด็กๆ โอ๊ตได้ยินพวกเขาคุยกันว่าต้องรีบเผาก่อนฝนตก

ลานสังหารแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ฌาปนกิจไปในตัว

 

โอ๊ตแหงนหน้ามองฟ้าอีกครั้ง เมฆฝนขึงพืดเหมือนอยู่เหนือศีรษะไม่ไกล ดูหนักอึ้งราวกับพร้อมจะถล่มลงมาเมื่อไรก็ได้ สมาชิก 4 คนต่อมายิงโดนเป้าหมายรวมกันเพียง 6 ตัว บางตัวร่างขาดกระเด็นไปคนละทาง บ้างชิ้นส่วนหลุดไปโดยส่วนที่เหลือยังติดคาอยู่กับเชือก แขนขากระดิกถี่อยู่พักหนึ่งก่อนจะสงบนิ่ง อาร์ม วิน และนัทรวบรวมพวกมันไปเผาเช่นเดิม 

บิ๊กส่งปืนสั้นให้โอ๊ต เป็นปืนสีดำเหมือนของจริง ทำด้วยโลหะทั้งกระบอกและหนักกว่าที่โอ๊ตคิดไว้มาก บิ๊กสอนวิธีจับปืนให้โอ๊ต รวมทั้งวิธีเหนี่ยวไกและการเล็งเป้าหมาย ก่อนตบท้ายว่า “ยิงไปเลย เดี๋ยวก็ชิน” คำพูดของบิ๊กทำให้โอ๊ตรู้สึกถึงความเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเด็กในหมู่บ้าน ต่อไปเขาจะมีเพื่อนเล่น ไม่ต้องนั่งเหงาเบื่อหน่ายอยู่กับบ้านอีกแล้ว

โอ๊ตใช้สองมือประคองปืนขึ้นเล็งเป้าหมาย พวกมันเหลืออยู่ 10 ตัว โอ๊ตเลือกกลุ่มที่อยู่ใกล้กัน 3-4 ตัว เผื่อจะยิงโดนไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่ง เขากลั้นหายใจให้มือนิ่งและเหนี่ยวไกทันที เชือกเส้นหนึ่งสะบัดส่งสัญญาณ เด็กๆ โห่ร้องกันดังลั่น โอ๊ตยิ้มกว้างแล้วรีบวิ่งไปสำรวจเป้าหมาย ทำได้แล้ว…โอ๊ตลิงโลดในใจ แต่ก่อนที่เขาจะวิ่งไปถึง…

“โอ๊ต!!!” 

โอ๊ตหยุดวิ่งทันที หันมองเห็นแม่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างสนาม กลุ่มเด็กมองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วรีบเก็บข้าวของวิ่งออกไปตามทางดินริมคลองซึ่งหญิงวัยกลางคนเพิ่งเดินผ่านมา โอ๊ตยืนนิ่งก้มหน้าหลบแม่ มือขวายังกำด้ามปืนสีดำแน่น

“ทำไมหนีแม่ออกมาอย่างนี้” แม่พูดพลางคว้าข้อมือโอ๊ตลากเดินออกไป โอ๊ตยังนิ่งเงียบ รีบก้าวตามแม่ หน้าซีดเผือดด้วยกลัวความผิด

“เห็นมั้ยว่าฝนจะตก แล้วเล่นปืนผาหน้าไม้ได้ยังไง แม่เห็นนะว่าโอ๊ตยิงแมลง รู้มั้ยว่ามันบาปกรรม”

“โอ๊ตยิงตัวเดียวเองฮะ”

เสียงโอ๊ตตอบแม่แว่วเบายังลานดิน พร้อมกับสายฝนหนาเม็ดตกโครมลงมาราวกับอัดอั้นมานาน ฟ้าร้องครืนครั่นต่อเนื่อง บรรยากาศมืดครึ้มห่มคลุมทั่วบริเวณ ทุ่งหญ้าไหวระเนนตามแรงห่าฝน ต้นอ้อก็โผซบกันไปมา พื้นน้ำค่อยๆ เจิ่งนองยังลานกว้าง

ร่างของเหยื่อหลุดร่วงจากเชือก ไหลตามน้ำไปสมทบกับซากที่ถูกเผา

ก่อนจะลับหายไปในความรกร้าง…

 

ศราทร
มีนาคม, 2551

1-poetryFebruary 29, 2008 3:16 pm

          อยู่ในมายาภาพหรืออย่างไร
          เมื่อใครสักคนโศกในโลกเศร้า
          หรือเพียงภาพสมมุติอันมัวเมา
          หากมีใครเงียบเหงาเกินเข้าใจ

          โลกมีหลายด้าน…
          ดำรงอยู่คู่ขนานสักแค่ไหน
          มีจังหวะหนักเบาสักเท่าไร
          กี่รอยเท้าฝากไว้บนรอยทาง

          ด้านหนึ่งดำเนินไป
          อีกด้านหนึ่งนั้นไซร้ใช่ขัดขวาง
          หากหยาดเหงื่อแท้จริงไม่เคยจาง
          สายน้ำใช่ลาร้าง…ยังหลั่งริน

          เปิดใจให้กว้าง…
          โลกยังมีที่ว่างไม่สุดสิ้น
          ทุกรอยเท้าก้าวเดินบนแผ่นดิน
          ฤๅไม่เคยดื่มรินกินน้ำตา

 

                              ศราทร
                              มิถุนายน, 2550

5-inspirationFebruary 22, 2008 12:57 pm

สำนักพิมพ์ มติชน
พิมพ์ครั้งที่ ๑, ธันวาคม ๒๕๓๑
ราคา ๓๐ บาท
ธรรมเกียรติ กันอริ บรรณาธิการ

………..

นาฬิกา

หลังฝนเลยฟ้าเพลารุ่ง
แดดอุ่นแอบเมฆมาสดใส
กลางความชื้นซีดเซียวเหี่ยวเฉา
ใต้อิฐแผ่นที่พลิกไปวันก่อน
หญ้าอ่อนแทงใบขึ้นเขียวดังเกลา.

๑๙ มีนาคม ๒๕๒๗

………..

ดอกฝน เป็นหนังสือรวมบทกวีเล่มแรกในนามปากกา ละไมมาด คำฉวี

แต่เป็นเล่มที่สองของ อารักษ์ คคะนาท นามจริงซึ่งเป็นที่เปิดเผย

หลังจากมี สยามสังโยค เมื่อปี ๒๕๒๘

ผู้อ่าน มติชนสุดสัปดาห์ ย่อมรู้จักเขาผ่านคอลัมน์ เขาใหญ่ ซึ่งหยัดยืนยาวนานกว่าทศวรรษ

และเชื่อว่านี่คือคอลัมน์ที่หลายคน "ต้องอ่าน" เมื่อมีมติชนสุดสัปดาห์อยู่ในมือ

ละไมมาด คำฉวี เป็นใคร?

ปกหลังของ ดอกฝน ลงประวัติไว้ดังนี้

………..

ละไมมาด
ภาพที่เพื่อนเย้าเห็น
คำฉวี
จากชื่อแม่
เกิด
เมษายน ๒๔๙๓
อำเภอเมือง นครศรีธรรมราช
ป.๑
โรงเรียนชูศิลป์วิทยา
ป.๓
โรงเรียนพรสวัสดิ์วิทยา
ม.ศ.๑
โรงเรียนเบญจมราชูทิศ
ม.ศ.๓
โรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร
ม.ศ.๔
โรงเรียนบางกะปิ
ปริญญาตรี
ศิลปศาสตรบัณฑิต (โบราณคดี) มหาวิทยาลัยศิลปากร
ประกาศนียบัตรชั้นสูง
บัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.ศ.๒๕๑๘
โครงการพัฒนาชนบทลุ่มน้ำแม่กลอง
พ.ศ.๒๕๑๙
หนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวัน
พ.ศ.๒๕๒๐
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน

………..

ลองอ่านอีกสักบท

 

 

สัญญา

คืนฝนพรำ
ฟ้าอุ้มน้ำฉ่ำตระกองดิน
กบเขียดคร่ำเสียงอยู่มิรู้ร้าง
ครึมครางปรารถนาแห่งฤดูมิรู้สิ้น
ผสานอีกสำเนียงถวิลอันเจ็บลึกระงมตรม
อึ่งงง-อ่าง, อึ่งงง-อ่าง
พฤกษ์พุ่มชะอุ่มช้ำยิ่งเปียกซ้ำลงซมซบ

ทุกสายฝนที่พรำฝ้าราตรีนั้น
กระทบทุกรวงฝันจนรานร้าว
ทุกสัญญายอกหนาวเปื่อยเป็นไคล

รุ่งราง
เม็ดน้ำค้างพร่างใสไปทั้งทุ่ง
เสน่ห์ผีเสื้อยังยืนช่อรอใครที่ไม่เคยมา
แมลงปอก็เที่ยวบินหาใครที่ไม่เคยรอ

๑๒ มิถุนายน ๒๕๒๖

1.4-poetry : one minuteFebruary 12, 2008 1:06 pm

          "ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย…"
          นิ่งในความสงบเคารพธงชาติ
          "วันนี้ฉันจะขายได้กี่บาท"
          "กวาดเท่าไรไม่สะอาด กวาดทำไม"

          "ไปโรงเรียนสายอีกแล้วเรา"
          "ต้องประชุมตอนเช้าไปถึงไหน"
          "เธอคนนั้นสวยจัง ช่างถูกใจ"
          "มองหน้าหาอะไร ! น่ารำคาญ !"

          "จะเอาอะไรกินถึงสิ้นเดือน"
          "แมนฯยู.เป็นทีมเยือนหรือเจ้าบ้าน"
          "ทั้งที่ยังง่วงนอนต้องทำงาน"
          "รถเมล์สายไหนผ่าน ‘สาวรีย์"

          "ฉันยืนอยู่ทำไม
          เหตุใดถึงหยุดนิ่งอยู่ที่นี่"
          เตรียมก้าวเดินต่อไปไม่รอรี
          "เถลิงประเทศ ชาติไทยทวีมีชัยชโย"

 

                                   ศราทร
                                   มติชนสุดสัปดาห์, สิงหาคม 2546